วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชาชนอียิปต์กำลังลุกสู้กับเผด็จการที่ครองอำนาจมากว่า 30 ปี



ประชาชนอียิปต์กำลังลุกสู้กับเผด็จการที่ครองอำนาจมากว่า 30 ปี

ดูลิ้งสุดที่นี่ ที่นี่ บางเมืองเช่น ซูเอส ประชาชนเผาสถานีตำรวจสองแห่ง และ เข้าไปปล่อยนักโทษที่ถูกจับกุมอยู่

สถานการณ์ตอนนี้ ลามไปทั่วประเทศ ตำรวจเริ่มคุมสถานการณ์ไม่ได้ และ ทหารเริ่มออกมา แต่ประชาชนยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้

การลุกขึ้นมาครั้งนี้ของประชาชน ได้แรงบัลดาลใจมาจากการที่ชาวตูนีเซีย ล้มเผด็จการประเทศตนเองได้ จะอัพเดทเป็นระยะ

 

 

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Express yourself. Start a blog.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com





วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

IMG0118.MOV

art4sign | December 19, 2010 |

at rajprasong jungtion

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยฉบับย่อ "ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปี ประชาธิปไตย"

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยฉบับย่อ “ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปี ประชาธิปไตย”
















โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 ธันวาคม 2553

ช่วง นี้มีการพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบบประชาธิปไตยโดยพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐ ธรรมนูญเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 กันมากขึ้น รวมทั้งกุศโลบายตลอด 78 ปี ของกลุ่มรอยัลลิสต์เพื่อจะดึงอำนาจการปกครองและการชี้นำสังคมไทยให้ดำรงอยู่ ในฝ่ายพวกพ้องของตัวเอง

ความสำเร็จของกลุ่มรอยัลลิสต์ เกิดจากการสร้างให้เกิดความกลัวลัทธิการเมืองคอมมิวนิสต์และได้รับเงินอุด หนุนจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ จนสามารถโค่นคณะราษฎร์ได้สำเร็จในรัฐประหารปี 2490 ซึ่งทำให้ฟากรอยัลลิสต์สามารถฟื้นคืนพระราชอำนาจหลายอย่างที่คณะราษฎรได้ถอด ถอนออกไป

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกขุนนางรอยัลลิสต์ได้ไหลเข้าไป อยู่เต็มรัฐสภา และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในระดับหน่วยงาน กรม กอง และสำนักปลัดของกระทรวงต่างๆ ทำการยึดครองสถาบันข้าราชการไทยที่เป็นหนึ่งในสถาบันที่ดำรงนโยบายเชิดชู สถาบันอย่างสุดโต่งได้เกือบเบ็ดเสร็จ และใช้กลไกข้าราชการบ่มเพาะให้ประชาชนยอมรับในความไม่เท่าเทียมระหว่าง มนุษย์ในสังคม

นอกจากนี้ขบวนการการเมืองฝ่ายขวาโดยอาศัยทหารและตำรวจ ก็ทำการปราบปราบขบวนการประชาชนฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยตลอด 78 ปี ที่ผ่านมาจึงเป็นการเมืองแห่งการปฏิวัติ รัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ นายกพระราชทาน และการปราบปรามประชาชน

ผู้ เล่นที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลายจึงเกษมสำราญกันถ้วนหน้า และตัวผู้เล่นหลักๆ ยังทรงอิทธิพลอยู่ในปัจจุบันหลายคน โดยเฉพาะคณะองคมนตรีซึ่งมีอยู่ 18 ท่าน ที่เมื่อนับรวมอายุร่วมกันแล้วก็ร่วม 2000 ปี

องคมนตรีแม้ไม่มี ตำแหน่งทางการเมืองไทย แต่ด้วยความใกล้ชิดกับหัวใจแห่งอำนาจทางการเมือง จึงมีอำนาจล้นเหลือ และสามารถเชื่อมต่อกับทุกสถาบันที่มีบทบาทชี้นำในสังคมไทย ทั้งทหาร ศาล ข้าราชการ ชนชั้นสูง และพรรคการเมืองฝ่ายรอยัลลิสต์

บทลงโทษคนคิด ต่างด้วยข้อหาครอบจักรวาล “อันมีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์” “ผู้ก่อการร้าย” “ผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง” และในยุคโลกาภิวัตน์แทบไม่น่าเชื่อว่าข้อหา “หมิ่นสถบันพระมหากษัตริย์” จะถูกใช้กับประชาชนประเทศนี้

ล่าสุดแม้แต่หมิ่นองคมนตรีก็ได้รับการดำเนินคดีเช่นเดียวกับหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ และถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

นี่คือการเมืองแย่งชิงอำนาจในสังคมไทยที่มีมาร่วม 80 ปี

การ นำการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจำต้องตระหนักให้ได้ว่า นี่คือสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างประชาชนกับขุนนางชนชั้นสูง ถ้าการนำของแกนนำคนเสื้อแดงไม่ชัดเจนถึงก้นบึ้งของปัญหาการเมืองไทยทั้งหมด ในปัจจุบัน ก็จะทำให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเพื่อประชาธิปไตยที่ ประชาชนทุกคนในประเทศมีเสียงและเสรีภาพเสมอและเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

หลาย คนเห็นอันตรายการ "สู้ไปกราบไป" ของแกนนำเสือแดงว่านอกจากจะทำให้เสียขบวนการนำแล้ว ยังทำให้มวลชนรากหญ้าที่มีพัฒนาการทางความเข้าใจการเมืองมีจำนวนมากที่สุด เท่าที่เคยมีมา เกิดความสับสน ขาดความเชื่อมั่นในแกนนำ ไม่เชื่อในนักการเมือง และท้ายที่สุดก็จะเสียมวลชนที่มีความก้าวหน้าไปหมด

ไทย อีนิวส์ ขอทบทวนประวัติศาตร์ ด้วยข้อเขียนของ จรรยา ยิ้มประเสริฐ ที่ได้เขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยร่วมสมัยในช่วง 78 ปีที่ผ่านมาอย่างคร่าวๆ และชี้ให้เห็นตัวผู้เล่นสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา “ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปี ประชาธิปไตย”

ไพร่สู้ บนเส้นทาง ๗๘ ปี ประชาธิปไตย (๒๔๗๕ - ๒๕๕๓)

มาม่ากราดใส่ 20 ล้านคนคว่ำบาตร:'ไร้การศึกษา'!


สินค้าของระดับผู้มีการศึกษา-นอก จากผู้บริหารของเครือสหพัฒนพิบูลจะขึ้นเวทีพันธมิตร ร่วมมือกันโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างจริงจัง ผู้บริหารอีกรายที่เป็นสมาชิกวุฒิสภามีบทบาทสนับสนุนเผด็จการออกนอกหน้าแล้ว การเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญให้กลุ่มปฎิกริยาล้าหลังขวาจัดอย่างพันธมิตร และระบอบอำมาตย์ก็มีให้เห็นกันโจ่งครึ่ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 ธันวาคม 2553

ผู้ บริหารของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าเริ่มไหวตัวขยับแล้ว หลังจากถูกคนเสื้อแดงประกาศรวมพลังมากกว่า 20 ล้านคนคว่ำบาตรบอยคอต ไม่กินไม่ซื้อมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน และหันไปอุดหนุนสินค้าของคู่แข่งอย่างไวไว หรือยำยำแทน โดยอ้างว่าสินค้าในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล สนับสนุนเผด็จการ แต่ก็ดูเหมือนผู้บริหารระดับสูงของมาม่า จะมีปฏิกริยาในเชิงที่ไม่ยี่หระนักกับแคมเปญนี้ โดยบอกว่าเป็นการกระทำของพวกไร้การศึกษา

นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้ง "ดิฉันได้ส่งต่อคำแนะนำให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว"

ทั้ง นี้ผู้ถือหุ้นของมาม่าได้แนะนำว่า ขอให้ทางบริษัทได้ชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อยอดขาย และผู้ถือหุ้นรายย่อย และให้น่าสงสัยว่าคู่แข่งเป็นคนอยู่เบื้องหลังนี้ไหม ทางบริษัทตรวจสอบด้วย

อย่าง ไรก็ตามดูเหมือนผู้บริหารบริษัทบางรายไม่ได้แสดงปฏิกริยาในทางบวกต่อแคมเปญ นี้ หลังจากได้รับหนังสือเวียนเรื่องข้อร้องเรียนจากนางสาวพจนาแล้ว ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์รายหนึ่ง ได้แสดงปฏิกริยาดังนี้

"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา

ฉัน คิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้

ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"


ท่า ทีดังกล่าวที่กราดใส่ว่าผู้รณรงค์คว่ำบาตรมาม่าเป็นพวกไม่มีการศึกษาดี นับว่าเป็นปฏิกริยาทางลบต่อผู้บริโภคของมาม่าเองที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เช่น บรรดาผู้ใช้แรงงาน ชาวนา คนจนในเมือง รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาม่า ทำให้บริษัทนี้เติบโตมาตลอด 35 ปี และผู้บริหารบางรายของมาม่าก็ได้เงินจากคนจนเหล่านี้ไปเรียนจนจบปริญญาเอกใน ต่างประเทศ แต่ก็หวนกลับมาดูหมิ่นผู้บริโภคที่มีพระคุณของตนเอง



เครือ สหพัฒนพิบูลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของมาม่า รองลงมาคือนิสสันฟู้ดส์โปรดักส์ จากญี่ปุ่น ตามมาด้วยตระกูลพูนอุดมสิน ตระกูลพะเนียงเวทย์ และกลุ่มตระกูลตติยทวี มีนายพิพัฒ พะเนียงเวท เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล เป็นประธานคณะกรรมการ

ทั้ง นี้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ของบริษัทไทยเพรสิเด้นต์ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน) หรือTF เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า แจ้งมายังไทยอีนิวส์ก่อนหน้านี้ว่า อยากขอร้องให้คนเสื้อแดงอย่าเพิ่งรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า เพราะว่าอาจเป็นความเข้าใจผิดพลาดกัน ควรรอให้ผู้บริหารบริษัทได้ชี้แจงก่อน เพราะมาม่าอยู่คู่คนไทยมา 35 ปี เป็นเจ้าตลาดอันดับ1ครองใจคนไทยมายาวนาน ไม่ควรนำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ

เขากล่าวว่า ช่วงปีนี้มาม่ามียอดขายดีมาก เพราะได้อานิสงส์ทั้งการแข่งฟุตบอลโลกตอนกลางปี คนอยู่ดูบอลดึก กินมาม่าเยอะมาก หรือตอนชุมนุมทางการเมือง คนไม่นิยมไปกินข้าวนอกบ้าน มาม่าก็ขายดี และตอนเดือนตุลาคมน้ำท่วมใหญ่ คนก็ซื้อมาม่าไปบริจาค ที่ว่ายอดขายตกน่าจะเข้าใจกันไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นราคาหุ้นของTFคงไม่ขึ้นตั้งมาก โดยราคาหุ้นขึ้นไป 1200 บาทต่อหุ้น ตอนนี้อยู่ที่1040บาทต่อหุ้น โดยขึ้นมาจากปีกลายแถว500บาทต่อหุ้น

"ผมว่าเข้าใจผิดกันมากกว่า คนเสื้อแดงน่าจะทำอย่างอื่นดีกว่าทำลายธุรกิจคนไทยด้วยก้น แต่ผู้บริหารมาม่าก็อย่านิ่งเฉย ควรรีบออกมาชี้แจงหน่อย ไม่เช่นนั้นก็จะกระทบต่อยอดขาย ต่อภาพลักษณ์ และส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในที่สุด"ผู้ถือหุ้นมาม่า หรือ TF กล่าว

แฉมาม่าวิจัยทำไมส่วนแบ่งการตลาดทรุดฮวบ10%

หลัง จากที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ประกาศรณรงค์บอยคอตสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยเริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภครายใหญ่ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน"ผ่านมา 1 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน

ล่าสุดช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง"

ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ขณะ ที่คู่แข่งรายสำคัญของมาม่า คือไวไวอ้างว่าได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยนายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 เปิดเผยว่ามีส่วนแบ่งตลาด 32% จากเดิม26%

บริษัท ยังคงตั้งเป้าการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของไวไว จากส่วนแบ่งตลาด 32% เพิ่มเป็น 34-35% หรือเพิ่มอีก 2-3%


คณะผู้วิจัยสาเหตุที่ส่วนแบ่งการตลาดมาม่าลดลง ระบุว่า

เหตุ ใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” จึงมีสัดส่วนที่ลดลงในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก “มาม่า” เคยเป็นผู้นำตลาดธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% และถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

แต่ ในปัจจุบัน “มาม่า” ได้มีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงมาเรื่อยๆ ทำให้ “มาม่า” ต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาครอง ส่วนแบ่งทางการตลาดให้เป็นเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา ในขณะที่คู่แข่งก็พยายามที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้นทุกๆ ปี จึงเป็นปัญหาหนักสำหรับ “มาม่า” ในการที่จะกลับมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้เท่าเดิม

ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้


ทั้งนี้ผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดลดลงมาเหลือราว 50% ขณะที่คู่แข่งขันของมาม่าอ้างว่าเหลือราว 48% โดยผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ตลาดบะหมี่สำเร็จรูป ณ ปัจจุบันใกล้อิ่มตัวแล้ว กับมูลค่าการตลาดราว 12,000 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือว่า สวนทางกับทั่วโลก ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 158.7 พันล้านซอง ในปี 2553

ขณะ ที่การจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการไทย ในปี 2553 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 11,200 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณร้อยละ 5-6 มาม่ายังมีส่วนแบ่งการตลาด เป็ นอันดับ 1 ที่ 50%

ปัจจุบันมาม่าเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ไวไว 25-26% และยำยำ 20%

ไทย เป็นผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งในช่วงปี 2547-2551 มีอัตราการขยายตัวของปริมาณการบริโภคเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.1 ต่อปี โดยในปี 2551 มีปริมาณการบริโภครวม 2.2 พันล้านซอง หรือคิดเป็นอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยเท่ากับ 35.5 ซอง/คน/ปี สูงกว่าอัตราการบริโภคเฉลี่ยของโลก ซึ่งอยู่ที่ 23.7 ซอง/คน/ปี แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันคนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปริมาณที่สูงกว่าอัตราการบริโภค เฉลี่ยของโลกอยู่มาก

กลุ่มผู้วิจัยระบุว่า แต่อย่างไรก็ดี “มาม่า” กลับมีส่วนแบ่งการตลาดจะมีตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทำให้ผู้จัยมีความต้องการที่จะศึกษาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ “มาม่า” ลดลง และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรให้ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกหรือไม่

มั่นใจคนไทยไม่น้อยกว่า20ล้านต้านสินค้าเผด็จการคึกคัก


ทั้ง นี้เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อ หยุดกินมาม่า เป็นเวลา 1 เดือน"เริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ปรากฎว่าเกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง

ล่าสุดมีการนัดหมายว่าในการ ชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 7 เดือนในวันอาทิตย์ที่ 19 นี้ จะพากันรณรงค์ต่อผู้ชุมนุมให้เข้าร่วมโครงการนี้ โดยอาจมีการแจกจ่ายสติ๊กเกอร์ เสื้อยืดสกรีนคำขวัญคว่ำบาตรมาม่า และอื่นๆ

ขณะที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยเกินกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมแคมเปญนี้


เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดงได้คิกออฟ เริ่มแคมเปญนี้เป็นวันแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ โดยให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบอยคอต"มาม่า"ก็เพื่อจะได้โฟกัสอย่างชัดเจน และทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ในทันที

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศ เป้าหมายว่า น่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการรณรงค์ครั้งนี้เกินกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยอิงบนพื้นฐานคนไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีมากกว่า 19ล้านเสียง หากนับรวมคนในครอบครัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านี้ก็ควรมีคนเข้าร่วมแคม เปญนี้เกินกว่า 20 ล้านคนแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้ถูกปล้นสิทธิ์ปล้นเสียงจากอำนาจเผด็จการ และผู้สนับสนุนอย่างสินค้าหนุนเผด็จการทั้งหลาย

อย่างไรก็ตามปัจจัย ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางที่สุด โดยหวังว่าจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันแบบปากต่อปากให้กระจายเป็นไฟไหม้ ลามทุ่งออกไปในระยะ 1 เดือนแรกของโครงการนี้ น่าจะเป็นที่รับรู้กันทั่วประเทศ และทั่วโลก

มีธุรกิจที่สนับสนุน เผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือนแรก ประชาชนไทยทุกคนจะรับรู้แคมเปญนี้ และหากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท



คลิปการรงรงค์ไม่อุดหนุนสินค้า "มาม่า"


 

สาวไส้ความสัมพันธ์นายทุนชาตินิยม สหพัฒน์-สหยูเนียน-แพรนด้า จิวเวลลี่

วันอาทิตย์, ธันวาคม 19, 2010

สาวไส้ความสัมพันธ์นายทุนชาตินิยม สหพัฒน์-สหยูเนียน-แพรนด้า จิวเวลลี่

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2553








ไหนๆ
สหพัฒน์ก็ไม่สนใจการแคมเปญของคนไร้การศึกษาอยู่แล้ว เรามาทำความรู้จักกับเครือสหพัฒน์ และนักธุรกิจชาตินิยมในสายสัมพันธ์กับกลุ่มนี้กันหน่อย(อ่านรายงานข่าวเกี่ยวเนื่อง: มาม่ากราดใส่20ล้านคนคว่ำบาตร:'ไร้การศึกษา'!)


ย้อนประวัติศาสตร์ไปช่วงปี 2515 - 2516 อานันท์ ปันยารชุน ในฐานะเอกอัคราชฑูตไทยประจำสหประชาชาติ ได้เชิญ CEO ของไนกี้ มาประเทศไทย เพื่อเชิญชวนให้สั่งผลิตสินค้ากับกลุ่มสหพัฒน์และสหยูเนียน ผลการเจรจาเป็นไปอย่างน่าปลาบปลื้ม สหยูเนียนเปิดโรงงานหลายแห่งเพื่อผลิตรองเท้าและเสื้อผ้าให้ไนกี้ กลุ่มสหพัฒน์ตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งเพื่อรองรับออเดอร์รองเท้าและเสื้อผ้าจากไนกี้ และตามมาด้วยเกือบทุกยี่ห้อทั้ง Adidas, Reebok, Timberlands, Mark & Spencer และ Scholl รวมทั้งแบรนด์ดังยี่ห้ออื่นๆ ในขณะเดียวกันก็พัฒนาแบรนด์ของตัวเอง "Pan" และสหพัฒน์กลายเป็นผู้ผลิตรองเท้าไนกี้ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

". . .กลุ่มสหพัฒน์ เป็นกลุ่มนายทุนที่ทรงอิทธิพลเรื่องรองเท้าภายใต้ชื่อกลุ่มบางกอกรับเบอร์ และแพนกรุ๊ป รับจ้างผลิตให้กับเกือบทุกแบรนด์เนมระดับโลก โดยเฉพาะ Nike Clarks, Marks & Spencer และ Scholl เฉพาะกลุ่มแพนกรุ๊ป นั้นมีมูลค่าการส่งออกปี 2545 จำนวน 155.47 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 33.7 ของมูลค่าส่งออกรองเท้ากีฬาของไทย โดยกลุ่มแพนซึ่งเป็นหนึ่งใน Partner group ของ Nike มี order Nike ในสัดส่วนร้อยละ 10 รองจากกลุ่ม Feng Tay และ Pou Chen ที่ได้รับสัดส่วน order ร้อยละ 18 และ 17 ตามลำดับ[3] ไนกี้ยังได้เลือกสวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ศรีราชา .ชลบุรี ของแพนกรุ๊ป เป็นศูนย์ฝึกสอนขั้นตอนและกระบวนการทำรองเท้าให้กับระดับผู้บริหารจากทั่วโลก ซึ่งเดิมศูนย์นี้อยู่ที่อินโดนีเซีย" (คัดย่อมาจากรายงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตัดเย็บเสื้อผ้า และผลกระทบต่อแรงงานหญิง โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย)

สหพัฒน์มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องต่อต้านสหภาพแรงงานอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และทั้งเครือไม่มีสหภาพแรงงาน หมายความว่าคนงาน 100,000 คนที่ผลิตให้สหพัฒน์ ไม่สามารถต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ กับผู้บริหารได้เลยแม้แต่น้อย

มีความพยายามของนักสหภาพแรงงานหลายคนและต่อเนื่องมานับสามสิบปีที่จะช่วยคนงานสหพัฒน์จัดตั้งสหภาพ แต่คนงานที่เป็นแกนนำทั้งหลายส่วนใหญ่ถูกเลิกจ้าง จ้างออก หรือปรับเพิ่มตำแหน่งให้ยุติบทบาทการตั้งสหภาพแรงงาน เรื่องความยากในการตั้งสหภาพแรงงานของเครือสหพัฒน์ ต้องถามนักสหภาพแรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะในหมู่นักสหภาพแรงงานที่ภาคตะวันออก

สหพัฒน์เป็นกลุ่มทุนกลุ่มแรกๆ ที่เป็นต้นแบบการจ้างงานระบบตั้งเป้า และรับเหมาช่วง ที่เป็นปัญหาใหญ่ของขบวนการสหภาพแรงงานทั่วโลก เป็นหนึ่งในต้นตอที่ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ และไร้อำนาจในการต่อรอง

ขบวนการแรงงานทั่วโลกทำงานกันหลายปีเพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่่องระบบกาาจ้างงานรับเหมาช่วงนี้ แต่ก็ยังเป็นปัญหาปวดใจอยู่จนถึงปััจจุบัน

ขบวน การแรงงานไทยเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนกฎหมายคุ้มครองให้ยกเลิกการจ้างงาน ระบบรับเหมาช่วงมาหลายปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า และจำนวนคนงานทีี่ถูกผลักไปสู่ในระบบการจ้างงานรับเหมาช่วงนอกระบบที่ไร้การ คุ้มครองทางกฎหมายมีจำนวนสูงกว่าคนงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมกว่าเท่าตัว ในปัจจุบัน - นี่คือปัญหาที่กลุ่มทุนชาตินิยมนำโดยสหพัฒน์ได้มอบให้กับสังคมไทย

ด้วยความสำเร็จในการไม่สามารถทำให้คนงานรวมตัวต่อรองได้ ระบบนี้จึงได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะเสื้อผ้าและรองเท้า แต่รวมทั้งอิเลคทรอนิกส์​ เครื่องประดับ อาหาร และยานยนต์

การเน้นการสร้างแรงจูงใจด้วยเงินเป้าเริ่มจากฐานค่าแรงขั้นต่ำ ไม่สนใจค่่าแรงตามกฎหมาย ไม่ยอมรับการเจรจาต่อรองกับคนงาน และไร้การควบคุมและมาตรฐานเช่นนี้ คนงานบอกว่า "เป้าขยับขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา การจะได้ตามเป้าเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อคนงานต้องเปลี่ยนชิ้นงานกันบ่อยๆ" และผลที่เกิดขึ้นคือเมื่อคำนวณชั่วโมงการทำงานแล้ว พวกคนงานอาจจะได้เงินต่ำกว่ากฎหมาย เพราะไม่ได้มีการคำนวณค่าทำงานล่วงเวลาให้กับคนงาน

เมื่อพูดถึงสหพัฒน์ ก็อดโยงไปยังนายทุนที่เป็นพันธมิตรร่วมชาตินิยมกลุ่มอื่นๆ อีกไม่ได้ โดยเฉพาะสหยูเนียน และแพรนด้า จิวเวอรี่กรุ๊ป ซึ่งทั้งณรงค์ โชควัฒนา แห่งสหพัฒน์ อานันท์ ปันยารชุน แห่งสหยูเนียน (ปัจจุบันเป็นนายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์) และปรีดา เตียสุวรรณ์ เจ้าของแพรนด้า จิวเวอรรี่ กรุ๊ป ของนายทุนใหญ่แห่งพันธมิตร และพรรคการเมืองใหม่

ทั้งสามคนนี้นำเสนอภาพตัวเองเป็นกลุ่มนักธุรกิจเพื่อสังคม สนใจปัญหาชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ยอมรับอำนาจต่อรองของคนงานและของสหภาพที่ทั้งสามกลุ่มมีร่วมกันก็น่าจะร่วม 200,000 คน คนงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้รับค่าแรงตามกฎหมายแรงงานขั้นต่ำ หรือถ้าเป็นคนงานที่รับซับในหมู่บ้านห่างไกลที่ต่างจังหวัด คงมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับค่าแรงตามกฎหมาย และไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น

อานันท์ ปัญญารชุน เป็นประธานกรรมการบริหารสหยูเนียน ตั้งแต่ปี 2534 สามเดือนก่อนได้รับพระราชทานตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขามีชื่อเสียงว่า "ในสมัยรัฐบาลอานันท์มีการออกกฎหมายถึง 267 ฉบับ หลายฉบับเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาดในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง"

มีความคลุมเคลือว่าอานันท์สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จากการตั้งโรงงานไฟฟ้าในจีนได้ถึง 11 แห่ง ในระหว่างคาบเกี่ยวของการเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และในฐานะบทบาทซ้ำซ้อนของการเป็นประธานกรรมการบริหารสหยูเนียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน (ไม่รวมทั้งการตั้งสำนักงานนายกที่สำนักงานใหญ่ของสหยูเนียน)

ความสำเร็จจากโรงไฟฟ้าที่จีน นำมาซึ่งกำไรให้กับสหยูเนียนอย่างเห็นได้ชัด และนำมาสู่การคิดเบนเข็มสหยูเนียนไปสู่ธุรกิจพลังงานในประเทศไทยด้วย แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากชาวชุมชนบ่อนอกและบ้านกรูดตั้งแต่ปี 2538 เมื่อสหยูเนียนได้รับอนุญาตให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบ

แกนนำการต่อสู้โรงไฟฟ้าที่ประจวบ ของชาวบ้านบ่อนอก และบ้านกรูด เจริญ วัดอักษร ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547บริเวณทางเดินเข้าบ้าน หลังเดินทางไปยื่นข้อมูลความผิดปกติกับคณะกรรมการธิการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา

ไหนๆ ก็ลากยาวมาแล้ว ขอสาวความสัมพันธ์ของนายทุนสายชายตินิยมกลุ่มนี้ ต่อยาวเลยไปถึงความแนบแน่นของอานันท์ ปันยารชุน กับนายมีชัย วีระไวทยะ (ทั้งคู่เป็นเขยของเชื้อพระวงศ์) ผู้ได้รับการรู้จักในนาม "มิสเตอร์ คอมดอม หรือ ถุงยางมีชัย" ที่สามารถหากินจากชื่อเสียงจากเรื่องการส่งเสริมให้คนไทยใช้ถุงยางได้ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เขาเป็น NGO ที่ได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจากมูลนิธิของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย ทั้งไนกี้ และเกตต์ และทำงานร่วมกับโครงการรัฐฯ มากมาย เรากำลังพูดถึง NGO ที่มีเงินไหลเข้าระดับร้อยล้าน พันล้าน ไม่ใช่ NGO กระจอกรับเงินบริจากแค่แสนสองแสน หรือล้านสองล้าน แล้วต้องแสดงรายการการใช้จ่ายกันถี่ยิบ

จากกรุงเทพธุรกิจในบทความครูคนใหม่แห่ง .. นอกกะลา

"35 ปีที่ผ่านมาของ PDA จุดประกายให้เกิดโครงการต่างๆ กระจายเครือข่ายทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่กว่า 25,000 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2,500 หมู่บ้าน คิดเป็นเม็ดเงินระดมทุนไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากกว่า 3,700 ล้านบาท"

ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากจริงๆ ลงทุน 1,200 ล้านบาท ได้คืนมาเพียง 3,700 ล้านบาท มีชัยน่าจะลองปรึกษา จิรายุ อิศรางกูร อยุธยา ผอ. สำนักงานทรัพย์สินดูบ้างว่าทำอย่างไรผลกำไรถึงได้งอกงามระดับล้านล้านบาท

องค์กรแรงงานและสหภาพแรงงานช่วยคนงานประท้วงเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทตลอดสิบปีที่ผ่านมา ใช้เงินกันไม่ถึงยี่สิบสามสิบล้าน ช่วยคนงานหลายพันคนได้รับค่าเสียหายกลับคืนมาร่วมกันก็น่าจะหลายพันล้านแล้ว

โครงการของมีชัยด้านหนึ่งคือการตั้งโรงงานมากมายทั่วภาคอีสานใต้ เพื่อรับจ้างเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า ที่ประชาสัมพันธ์ว่าเป็นการส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น แต่ด้วยงานคือการรับเหมาช่วงงานต่อไปจากสหยูเนียน จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าเพื่อการจ้างงานหรือว่าเพื่อป้อนแรงงานราคาถูก(ที่รับจ้างเย็บรายชิ้น ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีสวัสดิการที่พอเพียง) ให้กับกลุ่มสหยูเนียนของเพื่อนซี้อานันท์ ปันยารชุน กันแน่

นี่คือภาพขยายนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับทุนชาตินิยมไทย ที่บอกว่าคนไทยต้องปกป้อง และอุดหนุน

---------------------------------------------------

เกี่ยวกับเครือสหพัฒน์จากข้อมุลที่เผยแพร่ในเว็บไซด์ของเครือสหพัฒน์ ดาวโหลดเมื่อเช้านี้
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นจุดเริ่มต้นของเครือสหพัฒน์ โดยเริ่มจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ต่อมาได้พัฒนาไปสู่การ เป็นผู้ผลิตสินค้าและเป็นตัวแทนจำหน่าย อีกทั้งยังมีการร่วมทุนกับต่างประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ

ปัจจุบันเครือสหพัฒน์เติบใหญ่จนเป็นเครือ บริษัทของคนไทย ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง มีบริษัทในเครือกว่า 200 บริษัท และมีสินค้าและบริการเป็นที่รู้จักหลากหลายกว่า 30,000 รายการ จากกว่า 1,000 แบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

สินค้าส่วนใหญ่ในเครือสหพัฒน์ผลิตโดยตรงจากโรงงานในสวนอุตสาหกรรมของ เครือสหพัฒน์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สวนอุตสาหกรรม ศรีราชา .ชลบุรี สวนอุตสาหกรรม กบินทร์บุรี .ปราจีนบุรี และสวนอุตสาหกรรมลำพูน .ลำพูน รวมพื้นที่ทั้งหมดถึง 6,000 ไร่ เครือสหพัฒน์มีพนักงาน รวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ




 

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การเมืองเรื่องเล่า ประชาธิปไตย ๑๗ ปี หาอะไรดีไม่ได้: กวี:รัฐ-ธรรม-นวย :ปัญหารัฐธรรมนูญ๒๕๕๐: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย



การเมืองเรื่องเล่า :
ประชาธิปไตย ๑๗ ปี หาอะไรดีไม่ได้


สำหรับ กลุ่มสุดท้ายที่จัดได้ว่าเป็นพันธมิตรแนวร่วมกับชาว "น้ำเงินแท้" ในการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือ กลุ่มนักหนังสือพิมพ์/นักเขียนสารคดีการเมือง ที่ผลิตงานเขียนเล่าเรื่องทางการเมืองในช่วงนี้จำนวนมาก เช่น เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย ของจรูญ กุวานนท์ (๒๔๙๓), ละครการเมือง ของจำลอง อิทธะรงค์ (๒๔๙๒), นักการเมือง สามก๊ก เล่ม ๑-๔ ของ "ฟรีเพรสส์" (๒๔๙๓), พงษาวดารการเมือง ของ "เกียรติ" (สละ ลิขิตกุล) (๒๔๙๓), ปฏิวัติ รัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของวิชัย ประสังสิต (๒๔๙๒), แม่ทัพบวรเดช (๒๔๙๒) ค่ายคุมขังนักโทษการเมือง (๒๔๘๘) โศกนาฏกรรมแห่งเกาะเต่า (๒๔๘๙) ของ "ไทยน้อย" (เสลา เรขะรุจิ)๖๙ และ ประชาธิปไตย ๑๗ ปี (๒๔๙๓) ของหลุย คีรีวัต เป็นต้น

งานชิ้นสำคัญของ กลุ่มนี้ คืองานเขียนของหลุย คีรีวัต๗๐ อดีตบรรณาการกรุงเทพเดลิเมล์และอดีตนักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดช ในหนังสือชื่อประชาธิปไตย ๑๗ ปี ที่มองย้อนและประเมินการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ผ่านมา

เขาเริ่มต้นโดยการออกตัวปฏิเสธว่าเขามิใช่นักการเมือง ไม่สังกัดพรรคใด การเขียนหนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นจุดหมุนการหันกลับไปมอง ประเมินอดีตที่ผ่านมา ๑๗ ปี ของประชาธิปไตยที่ประหนึ่งความเปรียบของเขาที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้" เขาเริ่มต้นด้วยการสร้างความเชื่อมต่อของระบอบเก่าและระบอบใหม่ ด้วยการเชิดชูประวัติศาสตร์ และสรรพสิ่งที่ระบอบเก่าได้ยกให้เป็นมรดกแก่ประชาธิปไตย โดยเขายืนยันว่า "ในพิภพนี้ ไม่มีชาติใดประเทศใดที่รักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ได้ยั่งยืนเท่ากับ ประเทศไทย และตลอดเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระบอบนี้ ก็ได้รักษาความเป็นเอกราชสืบต่อมาไว้ให้เราตราบจนทุกวันนี้"๗๑ เขาย้ำว่า ไม่มีอะไรใหม่ในพิภพนี้ เขาใช้หน้ากระดาษจำนวนมากในการพรรณนาถึงคุณูปการที่ในอดีตที่เหล่ากษัตริย์ ได้พัฒนาประเทศ เช่น การเลิกทาส การรักษาเอกราช ตลอดจนแก้ต่างให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ว่า "พระมหากษัตริย์ทำอะไร คนภายนอกก็รู้เท่าไม่ถึงการ พากันเห็นไปว่าพระองค์ทรงทำเล่นๆ...ดุจเดียวกับที่พระองค์ทรงเล่นดุสิตธานี นั้น...เพราะมีจุดประสงค์จะสอนประชาธิปไตยให้ข้าราชบริพารต่างหาก"๗๒ และในทัศนะของเขานั้น หนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีเสรีภาพมากกว่าปัจจุบัน (หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕) เพราะพระมหากษัตริย์ทรงรับฟังเสียงของหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขาเรียกว่า "ประชามติ" เขาสรุปว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีมากกว่าสมัยประชาธิปไตย๗๓ นอกจากนี้เขาได้แก้ต่างให้ข้อครหาว่า การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ซื้อกรุงเทพเดลิเมล์ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้น หาได้เกิดจากความเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ไม่ แต่ทรงซื้อเพราะเพื่อการตอบแทน เนื่องจากกรุงเทพเดลิเมล์ได้ช่วยลงข่าวต่อต้านเยอรมนีตามพระราชประสงค์จน หนังสือพิมพ์ขาดทุน พระคลังข้างที่จึงมาช่วยซื้อไว้ มิใช่พระองค์ทรงเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ตามคำครหา

หลุย คีรีวัต มีความภูมิใจในพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์มาก โดยเขายกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่เคยดำรัสว่า "พระเจ้าแผ่นดินไทยจะทรงบันดาลให้คนเป็นเทวดาก็ได้ จะบันดาลให้เป็นหมาก็ได้"๗๔ และเขาประเมินว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นนักประชาธิปไตย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ไม่นานก็จะพระราชทานระบอบประชาธิปไตยให้๗๕ ในทัศนะของเขานั้น การดำเนินการต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ในช่วงท้ายระบอบเก่าได้เคลือบประชาธิปไตยไว้จนหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำการปฏิวัติเลย แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามวิวัฒนาการ๗๖

นอกจากนี้เขาได้ดำเนินการ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบอบทั้งสองว่า รัฐบาลในระบอบเก่าสั่งการอะไร ราษฎรก็ปฏิบัติตามอย่างไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับพระบรมราชโองการเลย และไม่มีการคอร์รัปชั่น โดยเขายกตัวอย่างการแก้ไขความขาดแคลนข้าวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนข้าวในหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของรัฐบาลสมัยหลวงประดิษฐ์ฯ และหลวงธำรงฯ ที่ไม่สำเร็จและจับคนทำผิดไม่ได้ เขาเปรียบเทียบว่า "นี่คือผลต่างระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตยและผลที่ ประชาชนได้รับจะเทียบเคียงกันได้ไฉน และที่อวดอ้างว่าเป็นความเลวทราม อ่อนแอของสมบูรณาญาสิทธิ์จึงปฏิวัติกันมานั้น เดี๋ยวนี้พอประจักษ์กันหรือยังว่า ระบอบไหนเลวทรามกว่ากันแน่?"๗๗ เขาเรียกการปกครองหลังการปฏิวัติว่า เป็นสมัยประชาธิปไตยที่หาใช่ประชาธิปไตยไม่ และเป็นระบอบที่สถาปนาโดยพวกขบถ๗๘ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติ เสรีภาพจอมปลอมระบาดไปทั่ว ประชาชนพากันสำลักเสรีภาพที่ฟุ้งเฟ้อขึ้นมาอย่างฉับพลัน คณะราษฎรก็ไม่ระงับความเสื่อมโทรมของศีลธรรมที่เกิดจากเสรีภาพ แต่กลับเพิกเฉยดูดาย เขาเห็นว่าศีลธรรมหลังการปฏิวัติเหมือนกับที่รัสเซีย ซึ่งเลนินได้ทำทุกอย่างให้เป็นของกลาง แม้แต่ผู้หญิงก็ขายประเวณีได้ตามใจชอบ๗๙

เขาชื่นชมกับพระยามโนปกรณ์ นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ไม่มีความเป็นนักการเมือง สำหรับเขาแล้ว นักการเมืองนั้น หมายถึงคนที่ต้องหมุนรอบ ลิ้นตวัดถึงใบหู หรือเป็นลิ้นทอง ต้องเชิดความไม่จริงได้อย่างช่ำชอง สุดท้ายเขาสรุปว่า พระยามโนปกรณ์ฯ ต่างจากหลวงประดิษฐ์ฯ ซึ่งเป็นนักการเมืองเต็มตัว๘๐ เขาประเมินว่าเป็นการโชคดีที่คณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ ส่วนใหญ่เห็นคล้อยตามพระยามโนปกรณ์ฯ มากกว่าพระยานิติศาสตร์ไพศาลซึ่งเป็นพวกหลวงประดิษฐ์ฯ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ หาไม่แล้วคงเป็นเรื่องยุ่งอีกนาน๘๑ เขาเห็นว่าการปกครองของคณะราษฎรไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดกับเจตนาที่ทรงสละราชสมบัติฯ ที่ทรงหมายสละพระราชอำนาจให้ราษฎรทุกคน โดยเขาได้ใช้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการวิพากษ์คณะราษฎรเป็น ครั้งแรกว่า "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจของข้าพเจ้าที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมยกอำนาจทั้งหลายให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงโดยแท้จริงของประชาราษฎร"๘๒ สรุปแล้ว เขาเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเป็นบิดาของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


เขา ได้มองและประเมินผลงานของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่า ได้สร้างแต่ปัญหาและไม่มีผลงานอะไรใหม่ เช่น เขาเห็นว่าการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการหลังการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากมณฑล เทศาภิบาลเป็นจังหวัดเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำที่สร้างความโกลาหลในการปกครอง และทำให้โจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้น๘๓ สำหรับนโยบายต่างประเทศนั้นเขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้ดำเนินนโยบายต่างไป จากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงคบมิตรเก่าๆ อย่างชาติตะวันตก การหันเหไปนิยมญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นเหตุให้ประเทศเข้าสู่ "วงฉิบหายในเอเชียอาคเณย์"๘๔ เขาเห็นว่าความเจริญของประเทศเกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถของชาวตะวันตกที่ ให้คำปรึกษา และตั้งแต่ไทยมีนโยบายต่างประเทศเข้าใกล้ญี่ปุ่นทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับ ญี่ปุ่นมากและไทยก็ยอมเป็นลูกน้องญี่ปุ่นเพื่อขัดกับฝรั่งนั้น เขาสรุปว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่เลวทรามที่สุดของประชาธิปไตย๘๕ เขาเห็นว่าการเดินทางไปแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับชาติตะวันตกของหลวง ประดิษฐ์ฯ เป็นงานสามัญธรรมดาและเป็นการท่องเที่ยวเสียมากกว่า เพราะการแก้ไขเหล่านี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แล้ว๘๖ อีกทั้งการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นก็ทำมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ แล้วเช่นกัน เขาเห็นว่าไม่มีอะไรใหม่หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรเป็นเพียงผู้สานต่อเท่านั้น เขาวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลฟ้องร้องพระคลังข้างที่และยึดพระราชทรัพย์พระบาท สมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้นเป็นการทำลายหัวใจของคนทั้งชาติเป็นผลงานที่งามหน้าของพระยาพหลฯ และมันสมองอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ที่ได้รับการเทิดทูนว่าเป็นเชษฐบุรุษ และรัฐบุรษ๘๗


เขาเห็นว่า หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรพยายามทำทุกวิถีทางในการทำลายศีลธรรมจรรยาและประเพณีของพลเมืองด้วย การยุแยงตะแคงบอน โดยคณะราษฎรอ้างว่าเมื่อปฏิวัติการเมืองแล้วต้องปฏิวัติทางจิตใจด้วย แต่เขาเห็นว่าเป็นการทำเลียนแบบรัสเซียเพื่อให้ชนชั้นต่ำมาเป็นพวก การแต่งกายนุ่งผ้าม่วงถุงน่องรองเท้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและอันมีค่า คณะราษฎรก็หาว่าเอามาจากเขมรและอินเดีย แต่กลับอนุญาตให้นุ่งกางเกงจีนและกางเกงขาสั้นใส่รองเท้าแตะไปออฟฟิศกัน ตลอดจนการเปลี่ยนเครื่องแบบทหารที่เคยสง่าภูมิฐานก็ปลดบ่าอินทรธนูลงเป็น เหมือนทหารแดง สำหรับพวกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำก็แต่งกายสวมเสื้อคอปิดและนุ่งกางเกงขายาวสี ขาวเหมือนบ๋อยไหหลำ๘๘ เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้มีการทำลายความสง่างามของโบราณราชประเพณีที่เคย โอ่โถงมีพิธีรีตองถูกงดลงจนหมดสิ้น ช่วงชั้นของภาษาที่ปฏิบัติกันมานานในการเคารพผู้ใหญ่ก็กลายเป็นฉันและเธอ๘๙

สำหรับ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่หลังการปฏิวัตินั้น เขาเห็นว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นเสมือนเครื่องจักรในการ ผลิตบัณฑิตเหมือนการผลิตเม็ดยา ไม่มีการกำหนดพื้นความรู้ของผู้เข้าเรียน ขอแต่เพียงมีเงินจ่ายก็สามารถเข้าเรียนได้ เพียงปีเดียวมหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษานับหมื่นโดยใช้อาคารสถานที่ดัดแปลงให้ เป็นตึกโดมเหมือนกรุงมอสโก๙๐ ผิดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีกฎเกณฑ์เลือกเฟ้นผู้เข้าศึกษามากมาย

นอก จากนี้เขาได้กล่าววิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งแรกมีแต่ความเหลวแหลก๙๑ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลของการยกทหารหัวเมืองมา เขาเห็นว่าบทบาทของพวกเขานั้นเป็นการต่อสู้เพื่อ "ฝังหมุดประชาธิปไตย" ที่แท้จริงตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชสมบัติ อันพวกสะเก็ดนักปฏิวัติทั้งโขยงจะหักล้างมิได้๙๒

สำหรับ เขาแล้ว เขาไม่พอใจกับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หลักสี่มาก เขาเห็นว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกและแห่งเดียวที่ไม่มีความหมายอะไรที่จะไปจด จำ ซึ่งต่างไปจากอนุสาวรีย์ของกษัตริย์แห่งอื่นๆ เพราะมันเป็นความทรงจำของการรบของชนชาติเดียวกัน ทหารที่ตายก็มิได้แสดงความกล้าหาญแต่ประการใด ซึ่งไม่มีพลังความอันใดเลย นอกจากนี้เขาได้ลดทอนความหมายของอนุสาวรีย์แห่งนี้ด้วยการยกตัวอย่างการ สร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้นเพื่อเชิดชูความกตัญญูขึ้นเทียบเคียง แต่สำหรับอนุสาวรีย์ที่หลักสี่นี้มีความหมายเพียงหลักหมายของสัปปุรุษที่ไป งานวัด เขาเล่าว่าเขาพยายามคิดหาเหตุผลของการมีอยู่ของอนุสาวรีย์นี้หลายตลบก็หามี ความหมายอันใดไม่ เขาท้าว่ามีใครบ้างที่ไปกราบไหว้นอกจากทหารที่ต้องวางพวงมาลาปีละครั้ง ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นเพียงการยืนยันถึงความเคียดแค้น และเป็นเพียงสถานที่ที่โจรผู้ร้ายใช้เป็นพื้นที่จี้ปล้นเท่านั้น๙๓

นอก จากนี้สำหรับหมุดคณะราษฎรที่ตอกจารึก ณ ลานพระบรมรูปทรงม้านั้น เขาก็ไม่ชอบใจเช่นกัน เขาบันทึกล้อเลียนข้อความหมุดคณะราษฎรว่า "ในวันนั้นและที่นั้น พันเอก พระยาพหลฯ หัวหน้าขบถได้หลอกลวงทหารเหล่าต่างๆ ในกรุงเทพ ให้มารวมกันและได้ยืนขึ้นประกาศระบอบประชาธิปไตย"๙๔ และสุดท้ายเขาได้ให้ฉายาหัวหน้าคณะราษฎร (พระยาพหลฯ) ว่า "หมูห่มหนังราชสีห์ออกนั่งแท่น"๙๕

นอกจากนี้เขาพยายามแยกสลายการผูก ความหมายของการปฏิวัติไทยกับฝรั่งเศสว่ามีความต่างกันและเขาพยายามจับคู่ ความหมายให้ผิดแผกออกไป เขาเห็นว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นเกิดจากเหล่าอำมาตย์ส่วนใหญ่ในยุคพระเจ้าหลุยส์ได้กด ขี่ประชาชน แต่สำหรับสยามไม่มีอำมาตย์ที่กดขี่ประชาชน ประชาชนสยามอยู่ดีกินดี เคารพพระมหากษัตริย์ มีแต่อำมาตย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่เนรคุณขบถต่อพระมหากษัตริย์ และเขาได้เชื่อมโยงอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการปราบปรามฝ่ายต่อต้านระบอบใหม่) เข้ากับการเรียกร้องสิทธิของประชาชน โดยเขาดำเนินการเปรียบว่าอนุสาวรีย์นี้เทียบไม่ได้กับอนุสาวรีย์ที่บาสติ ลหรือเลนินในความหมายของการเรียกร้องสิทธิของประชาชน

อย่างไรก็ตามใน หนังสือเล่มนี้หลุยปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชว่า คณะของเขา (ซึ่งมีพระยาศราภัยพิพัฒ หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) ไม่รู้จักกับพระองค์เจ้าบวรเดช ตราบเท่าทุกวันนี้ (๒๔๙๓) แต่พวกเขากลับถูกคณะราษฎรกล่าวหาว่าไปสมคบคิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช๙๖ นั้น ข้อความในลักษณะเช่นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว ทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" ที่เขียนสารคดี "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎร พร้อมประกาศพวกตนเป็น "นักประชาธิปไตย" ที่ต่อสู้กับคณาธิปไตยนั้น เป็นความพยายามหนึ่งในการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับการสร้างความหมายใหม่ให้ชาว "น้ำเงินแท้" เป็น "นักประชาธิปไตย" ทั้งนี้การรื้อสร้างความหมายและพยายามอธิบายตนเองใหม่ของชาว "น้ำเงินแท้" เหล่านี้ซึ่งพบได้มากมายในงานของพวกเขา และต่อมาได้ถูกนำไปเป็นแนวทางในการรับรู้อดีตที่กลับหัวกลับหางของคนรุ่น หลังต่อ "วีรกรรม" ของกบฏบวรเดชและชาว "น้ำเงินแท้" เพื่อเปรียบเทียบ "ทุรกรรม" ของคณะราษฎร "เผด็จการคณาธิปไตย" ที่ช่วงชิงพระราชอำนาจไป


๒๔๗๕ กับแรงปฏิวัติที่อ่อนล้า


อย่าง ไรก็ตามไม่ใช่แต่เพียงมีงานรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของชาว "น้ำเงินแท้" แต่เพียงกลุ่มเดียว ในช่วงเวลานั้นยังมีงานเขียนประเภทบันทึกความทรงจำจากเหล่าคณะราษฎรจำนวน หนึ่งที่ได้เขียนหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ เช่น เบื้องหลังการปฏิวัติ (มีนาคม ๒๔๙๐) ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่สัมภาษณ์พระยาพหลฯ แผนการปฏิวัตรเล่าโดย พล.ต. พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ของจำรัส สุขุมวัฒนะ (๒๔๙๑) ที่ได้สัมภาษณ์พระยาประศาสน์พิทยายุทธ์ และชีวิตปฏิวัติ ของขุนศรีศรากร (๒๔๙๓) บันทึกพระยาทรงสุรเดช (๒๔๙๐) ถูกพิมพ์เผยแพร่เช่นกัน

สำหรับหลังปี ๒๕๐๐ แล้ว มีงานชีวิตและการต่อสู้ทางการเมืองพระยาฤทธิอาคเนย์ ของเสทื้อน ศุภโสภณ ที่ได้สัมภาษณ์พระยาฤทธิ์ฯ (๒๕๑๔) จอมพล ป. พิบูลสงคราม ของอนันต์ พิบูลสงคราม (๒๕๑๘-๑๙) ซึ่งเป็นงานเขียนของบุตรชายของเขา อย่างไรก็ตามสาระในงานความทรงจำเหล่านี้ส่วนมากเป็นการบันทึกเหตุการณ์ถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ในการปฏิวัติ และหากจะมีการกล่าวถึง "กบฏบวรเดช" ก็เป็นการเล่าเหตุการณ์มากกว่าการประเมินหรือวิจารณ์อย่างรุนแรงหากเปรียบ เทียบเท่ากับที่ชาว "น้ำเงินแท้" ปฏิบัติต่อการปฏิวัติ ๒๔๗๕

อย่างไร ก็ตามท่ามกลางการหมุนวนของข้อมูลและความหมายจากการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับขบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมทวีจำนวนมากขึ้น ในเชิงเปรียบเทียบแล้วงานเขียนรื้อสร้างจากเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" นั้นมีลีลาซาบซึ้งกินใจ น่าเห็นอกเห็นใจและมีจำนวนมากกว่างานจากคณะราษฎรมาก แต่คณะราษฎรจำนวนมากที่ยังอยู่ในประเทศกลับเพิกเฉย และค่อยๆ ร่วงโรยจากไปทีละคน (อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาสิ้นอำนาจและโครงสร้างและบริบททางการเมืองในขณะนั้น ไม่เอื้อให้พูดอีก) มีแต่เพียงงานเขียนของหลวงประดิษฐ์ฯ (ในขณะนั้นเขาอยู่ที่ฝรั่งเศส) เท่านั้นที่พยายามอธิบายถึงสาเหตุและความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ตลอดจนพยายามต่อสู้ในเชิงความหมายกับกระบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมตราบจนเขาสิ้นชีวิตเมื่อปี ๒๕๒๖

ใน ช่วงหลังปี ๒๕๑๖ มีความพยายามในการรื้อฟื้นภาพลักษณ์ของคณะราษฎรผ่านหลวงประดิษฐ์ฯ จากนิสิตนักศึกษาและกลุ่มของสุพจน์ ด่านตระกูล แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ทุกอย่างก็ปิดฉากลง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการประวัติศาสตร์กลางทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ก็ได้เริ่มผลิตผลงานวิชาการทั้งตำรา วิทยานิพนธ์ และบทความในการประเมินภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในทางบวกมากขึ้น ตลอดจนการเปิดกว้างของวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยและวารสารกึ่งวิชาการที่ ให้ความสำคัญ กับการทบทวนภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ใหม่ การเคลื่อนไหวทางปัญญาเหล่านี้มีผลในการฟื้นพลังแห่งความหมายของการปฏิวัติ ที่เคยถูกทำลายอย่างมีกระบวนการโดยชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วม ให้กลับมีพลังขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของระบอบการเมืองไทยในยุคปัจจุบันที่อ้างว่า "ไม่เหมือนใคร" ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือกันเป็นสากล แต่ระบอบการเมืองนี้มุ่งแต่จำกัดอำนาจและให้ความสำคัญต่ำกับสถาบันการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน แต่กลับพยายามเพิ่มอำนาจและเพิ่มความหมายให้กับสถาบันการเมืองอื่นที่มิได้ มาจากการเลือกตั้งให้มากขึ้น จนกลายเป็นระบอบการเมืองกลายพันธุ์


ฝันจริงของชาว "น้ำเงินแท้" และฝันร้ายของคณะราษฎร


กระบวน การรื้อสร้าง ๒๔๗๕ ในงานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมที่ทำดูเสมือน "เป็นเสรีนิยมและประชาธิปไตย" ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างน้อยเริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อชาว "น้ำเงินแท้" ได้รับการนิรโทษกรรม เขาเหล่านั้นได้เข้ามามีบทบาททั้งทางการเมือง ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ นักรัฐประหาร ผนวกกับกลุ่มอื่นๆ ในเวลาต่อมาจนนำไปสู่การพลิกความหมาย (คณะราษฎรกลายเป็นบรรพบุรุษของเผด็จการทหารที่ต้องโค่นล้มพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าฯ ความเป็นตัวแทนของความเป็นประชาธิปไตยและอุดมการณ์ของกบฏบวรเดช คือจุดเริ่มต้นของขบวนการประชาธิปไตยในการต่อสู้กับคณาธิปไตยเผด็จการที่ นิสิตนักศึกษาใช้เป็นแบบอย่างและสืบทอดเจตนารมณ์) กลายเป็นพลังในการโค่นล้มรัฐบาลทหารในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผลพวงจากปฏิบัติการเหล่านี้ได้ก่อตัวและคลี่คลายไปยังความรู้สึกนึกคิดของ ผู้คนที่มองการปฏิวัติและคณะราษฎรในเชิงลบมากขึ้นในเวลาต่อมา๙๗

หาก เราจะแบ่งกลุ่มการร่วมรื้อสร้างแล้ว สามารถแบ่งงานเขียนกว้างๆ ได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มร่วมรื้อสร้างจากเคยได้รับผลร้ายโดยตรง เช่น พวก "รอยัลลิสต์" และพันธมิตรแนวร่วม อาทิ งานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดี ที่ผลิตงานเขียนตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ และถูกผลิตซ้ำจำนวนมากในช่วงปี ๒๕๑๐ ส่วนกลุ่มที่ ๒ นั้นร่วมรื้อจากแง่มุมวิชาการ ตำรา และวิทยานิพนธ์ทางรัฐศาสตร์ในช่วงทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเฟื่องฟู๙๘ และวิทยานิพนธ์ที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ (ที่มองว่าบทบาทของทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย และตีความว่าคณะราษฎรคือกำเนิดของพลังอำมาตยาธิปไตย) และตำรา๙๙ วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ เป็นต้น ตลอดจนการปัดฝุ่นรื้อฟื้นงานเขียนเก่าๆ ทั้งนิยายและสารคดีการเมืองของเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" ที่เคยพิมพ์เผยแพร่เมื่อครั้งปี ๒๔๙๐ นั้นออกมาผลิตพิมพ์ซ้ำโดยเฉพาะอย่างในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ อย่างมากมาย๑๐๐ ตลอดจนงานเขียนทั้งความทรงจำและบทความทางการเมือง นิยาย อีกทั้งงานวิจัย วิทยานิพนธ์จำนวนมากมายมหาศาลที่ล้วนมองและประเมินการปฏิวัติและบทบาทของคณะ ราษฎรในแง่ลบและเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตย

นอกจากนี้ความไม่ตระหนักใน การรื้อสร้าง ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ของคณะราษฎร๑๐๑ ตลอดจนการหมดสิ้นอำนาจของคณะราษฎร มีผลให้กระบวนการบ่อนเซาะความชอบธรรมของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ได้วางรากฐานให้กับระบอบการเมืองกลายพันธุ์ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามกว่าจะมีการตระหนักรู้ถึงกระบวนการรื้อสร้างนั้น อาการหมดสิ้นความหมายก็เข้ารุมเร้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎรจนแทบกู้เกียรติและกู้ระบอบไม่ขึ้น การรื้อสร้างจากการเมืองเรื่องเล่าเหล่านี้ได้รื้อสร้างความหมายเดิมและ สร้างความหมายใหม่ในลักษณะกลับหัวกลับหาง อันเป็นรากฐานของความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญและความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่ นำไปสู่ระบอบการเมืองกลายพันธุ์

ตลอดจนการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ได้สูญเสียสถานะ ความหมาย และความชอบธรรมในความรับรู้และความทรงจำของผู้คนอันนำไปสู่เรื่องเล่าอื่น ที่เป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ทำให้สรรพสิ่งในระบอบนี้ล้วนมีผู้ครอบ ครองมาก่อน ซึ่งหาใช่โลกของคนสามัญธรรมดาตามระบอบประชาธิปไตยไม่

ขอบคุณ รศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ครูที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่าการได้คิดเป็นภาวะบรรเจิดเพียงใด ผศ.ดร.พิษณุ สุนทรารักษ์ ที่ให้ความกรุณาทุกครั้งกับศิษย์คนนี้ และ ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี ผู้ที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นที่คุ้นเคยอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับคำพร่ำสอนที่ไม่รู้เหน็ดเหนื่อยที่ให้กับข้าพเจ้าของ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ และอาจารย์ศิวะพล ละอองสกุล ตลอดจนกับ ผศ.ร.ท.เทอดสกุล ยุญชานนท์ และ รศ.วีณา เอี่ยมประไพ ที่ให้ความเมตตาข้าพเจ้าเสมอมา ขอบคุณคุณสุพจน์ แจ้งเร็ว ที่กระตุ้นให้ข้าพเจ้าล้วงลงไปควานหาความรู้สึกที่มีต่อระบอบการปกครองร่วม สมัย ขอบคุณนักวิชาการและผู้รักในความรู้ทุกคนที่บุกเบิกให้การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เปล่งประกายความหมายอีกครั้ง และมิตรภาพของจีรพล เกตุจุมพล ทวีศักดิ์ เผือกสม และธนาพล อิ๋วสกุล ที่มอบให้ข้าพเจ้า ขอบคุณแม่ของข้าพเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่ารักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ

และ สุดท้าย พีรญา มานะสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้า หากบทความนี้มีประโยชน์อยู่บ้างขอเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่มีถึงจิตใจที่ กล้าหาญของคณะราษฎรที่หาญกล้านำการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อนำแสงสว่างแห่งระบอบใหม่มาให้คนไทยทุกคน แม้ว่าชื่อและวีรกรรมของพวกเขาจะถูกลบเลือนไปกับมรสุมการเมือง


ณัฐพล ใจจริง

ปัญหารัฐธรรมนูญ๒๕๕๐: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย


ปัญหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญและเส้นแบ่งดินแดนของม็อบมีเส้น โดยพันธมิตรฯต่อกรณีเขาพระวิหารในรัฐธรรมนูญใกล้เหมือนกับการอ่านนิยาย เรื่อง“ม็อบมีเส้น” ทำให้บทอดีตผู้ช่วยพระเอกของอภิสิทธิ์ กลายเป็นบทผู้ร้าย สำหรับผู้ติดตามอ่านนิยายอย่างใกล้ชิดเพื่อรู้จุดจบของนิยายน้ำเน่า แล้วเราใกล้ชิดเส้นชัยของรัฐธรรมนูญประชาชน ที่แท้จริง


โดย อรรคพล สาตุ้ม

ผู้ เขียนทำบทความนี้ เพื่อรำลึกถึงวันที่ 10 ธันวา เป็นวันรัฐธรรมนูญ ที่มีการเชื่อมโยงตรงกับวันสิทธิมนุษยชนสากล และครบรอบ 8 เดือนการสลายชุมนุมนองเลือด

ซึ่งเราใกล้วันปีใหม่ 2554/2011 โดยผู้เขียนต้องการอธิบายย่นย่อ ในบทความเกี่ยวโยงปัญหารัฐธรรมนูญ๒๕๕๐: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย โดย“ม็อบมีเส้น” เป็นปมปัญหาเส้นจุดจบใกล้เส้นตายของรัฐธรรมนูญ (ไม่ใช่แข่งกีฬาสีเพื่อชัยชนะหรือ win-win)

เมื่อผู้เขียน ชี้ให้เห็นถึงจุดหมายของเรา(ฝ่ายประชาธิปไตย) เมื่อความจริง กับเราใกล้วันปีใหม่ หรือเราใกล้ชิดเส้นชัย สู่ทางออกจากปัญหา?

ซึ่งเรามองปฏิทิน ก็ใกล้วันปีใหม่ แต่เรายังไม่มีทางออกจากปัญหาสู่เส้นชัย

และ ถ้าเรามองม็อบมีเส้นจากมุมมองขององค์ประกอบศิลปะ “เส้น” คือ ร่องรอยการเคลื่อนที่รวมตัวของจุด หลายจุดรวมตัวกัน และม็อบมีเส้น คือ คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน ก็เราดูม็อบมีเส้น ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เกิดจากพรรคประชาธิปัตย์โดยอภิสิทธิ์ จากบทผู้ช่วยพระเอก กลายเป็นบทผู้ร้าย ซึ่งร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยทหารเป็นผู้ช่วย เกิดสลับตำแน่งบทบาท ในมุมมองของม็อบมีเส้น ที่คิดว่าตัวเอง ดูเหมือนพระเอก พิทักษ์ปกป้องนางเอก คือ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อย่างใกล้ชิด แล้วเรียกร้องทหารเป็นผู้ช่วย ให้มาปฏิวัติ หรือรัฐประหาร กลายเป็น “ฆ่า”นางเอก คือ รัฐธรรมนูญ

โดยถ้าทุกคนพร้อมใจ “อ่าน”นิยายรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนเป็นแบบนี้ จะทำให้เส้นทางประชาธิปไตยหายไป แต่ว่าถ้าทุกคนเปลี่ยนมองมุมกลับกัน เหมือนรออ่านเรื่องความจริงของรัฐธรรมนูญสู่เส้นชัย

ประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ กับปัญหารัฐธรรมนูญ ปี 2550 เหมือนนิยาย และความจริง

นับ ตั้งแต่ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยโดยเกิดรัฐธรรมนูญขึ้นมา ก็มีการต่อสู้และโค่นล้มรัฐธรรมนูญเดิมบ่อยครั้ง เป็นต้นมา โดยการเขียนรัฐธรรมนูญ เหมือนเขียนนิยาย

และเราเอ่ยถึงนิยายนั้น ก็ทำให้เราเห็นว่า นิยายใกล้ชิดต่ออารมณ์ และความรู้สึกเป็นเรื่องที่ยากแก่การพิสูจน์ ว่าถูกต้อง ในการอ่านนิยาย แต่ละเล่มนั้น ซึ่งไม่ใช่อ่านตามใจอย่างเดียว และราษฎรตามใจรัฐประหารโดยทหาร ซึ่งเราเห็นประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ จากบางปัญหาของรัฐธรรมนูญ เหมือนนิยาย(1)

จากยุคสมัยคณะราษฎร คือ กรณีตัวย่างของปรีดี มาจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยนักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศ ก็เขียนอธิบายช่วงประวัติศาสตร์เหตุการณ์บริบทดังกล่าว

ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการยอมรับจากนานาประเทศ ถ้าเราดูจากบริบทของประวัติศาสตร์ของไทย หรือกรณีการกล่าวถึงระบอบรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2492 โดยเกี่ยวข้องนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งต่อมาก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์

จนกระทั่งต่อมา ในปี 2549 ซึ่งเรารับรู้ว่า ความเป็นมาของม็อบมีเส้น คือ ม็อบพันธมิตรฯ และเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งโดยรัฐบาลเผด็จการทหารของไทย และรัฐบาลดังกล่าว ก็มีแผนเขียนนิยายรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มทหาร ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญเฉพาะกาล และสร้างความประทับใจประกาศเรื่องภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบประชาธิปไตยจาก รัฐบาลของทักษิณ(2)

ถ้าเราจำกันได้ ตัวละครในการเขียนนิยายรัฐธรรมนูญ ก็มีตัวละครเป็นพวกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

นี่ เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อทำให้ตัวละครอย่างทักษิณ เป็นผู้ร้าย และภัยคุกคาม จึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญ สร้างรัฐธรรมนูญให้เกิดองค์ประกอบของมาตรา และรายละเอียดกัน เพราะว่า นี่เป็นวิธีการสร้างความชอบธรรมของการรัฐประหาร เพื่อกำจัดผู้ร้าย และสร้างความเป็นพระเอกของทหาร โดยการใช้วิธีการลงประชามติต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อ ประชามติ โดยเอาประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในนิยายรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้ประชาชน เป็นตัวละครไม่อ่านเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องยุ่งการเมือง โดยการอภิปรายประเด็นที่ซับซ้อน ก็ถูกลืมไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ง่ายที่สุดของเผด็จการทหาร ซึ่งเราคิดถึงจินตนาการในการใช้ประชามติ

เหมือนเรื่องเล่าในนิยาย ที่มีเผด็จการทหารขึ้นมา มีอำนาจให้คนลงประชามติ แล้วทั้งหมดต่อมา ก็อันตรายมากที่สุดจากบทเรียนของนิยาย หรือเราสามารถสำรวจบทเรียนจากประเทศต่างๆ ที่มีการใช้ประชามติ เหมือนเรื่องเล่าในนิยายนั่นเอง

ฉะนั้น เราอาจจะตีความโดยแปล Fictions คือ เรื่องโกหก หรือนิยาย โดยการแปลความเรื่องนิยาย ซึ่งตามใจของตัวเอง กลายเป็นFact คือ ข้อเท็จจริง และประวัติศาสตร์อันเป็นความจริงบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เหมือนถ้าเราส่องกระจกดูภาพสะท้อนของเราเองในกระจก(In The Mirror) ก็บิดเบี้ยวเพี้ยนไป

แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เป็นโครงเรื่องอย่าง นักประวัติศาสตร์หลายๆ คน ที่มีการนำเสนอเรื่องโครงเรื่องในประวัติศาสตร์ ก็เหมือนนิยาย และผู้เขียนนำเสนอว่า รัฐธรรมนูญใกล้เหมือนการอ่านนิยาย

จึง จะเห็นการเชื่อมโยงต่อกันเป็นจินตนาการ ให้เกิดภาพของความคิด ความเชื่อ ใกล้ชิดในม็อบพันธมิตรฯ จากการอ่าน และปลุกระดมของคนในม็อบ ทำให้บทบาทของม็อบพันธมิตร เหมือนผู้อ่านนิยายประวัติศาสตร์ และอ่านนิยายเรื่องแต่งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ(3)

ซึ่งเรามีจินตนาการ เหมือนอ่านนิยายได้ ซึ่งเรารักประเทศไทย(We love Thailand)เพียงเราต้องไม่ลืมความจริง ก็คือ เราอยู่มีความสุข ที่ได้เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง ในโลกแห่งความจริง

จนกระทั่ง ม็อบพันธมิตรอยากเป็นคนดี หรือพระเอก โดยไม่รู้ตัวเองหลงผิด เป็นผู้มีรักอย่างตาบอดหูหนวก ถ้าเราคิดจินตนาการว่า “พระเอก”พิทักษ์ปกป้องนางเอก คือ รัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ เพราะว่า เรื่องแต่งของนิยาย ทำให้เกิดจินตนาการ ความเชื่อ ในภาพสะท้อนเรารักรัฐธรรมนูญ

เหมือนเรารักนิยาย และเสพติดนิยายว่ามีอยู่ในโลกของโครงเรื่องให้ความบันเทิง สนุก ใกล้ชิดเชิงอารมณ์เป็นความน่าตื่นเต้นของหัวใจ มากกว่าความจริง คือ ข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ และข้อเท็จจริงจากรัฐธรรมนูญ โดยม็อบมีเส้นอย่างพันธมิตรอยากเป็นพระเอก ใช้ชีวิตพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในความจริง!

รัฐธรรมนูญกับปัญหาเขตแดน ใกล้เหมือนการอ่านนิยายตอนจบโดยม็อบมีเส้นกับทหาร

รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กับปัญหาของเขตแดน มีทีมาจากรากของชุมชนจินตกรรม หรือจินตนาการความใกล้ชิดเชื่อมโยงเขตแดนของความเชื่อ

ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการสร้างเขตแดนเป็นแผนที่ของสยาม ดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไว้แล้ว รวมทั้งงานเขียนเรื่องสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่มีตราสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายประทับเครื่องแบบของทหาร สื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คล้ายความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระห้อยคอของคน ทำให้จิตวิญญาณถูกเชื่อมโยงจินตนาการรักชาติ และรักรัฐธรรมนูญ ผ่านเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

จากยุคคณะราษฎร ต่อมาสฤษดิ์ ยุคพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ ซึ่งมีปัญหาเขตแดนเขาพระวิหาร อีกทั้งปัญหาเขตแดนของไทย-กัมพูชา และปราสาทเขาพระวิหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16-6 ตุลา 19 และหลังพฤษภา35 ยังมีทีมาใกล้ชิดผูกพันต่อพรรคประชาธิปัตย์ จากปี2543 และต่อมาสมัยทักษิณ-หลังรัฐประหารของรัฐบาลสุรยุทธ์-สมัคร เป็นต้นมา

กระนั้น สมัยรัฐบาลสมัคร ตำแหน่งเป็นฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ หรืออภิสิทธิ์ และตอนนั้นอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายค้าน ที่เหมือนผู้ช่วยพระเอกของม็อบมีเส้น คือ พันธมิตรฯ ก็ได้กล่าวในที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 24 มิถุนา 51 โดยการบันทึกคำต่อคำก็มีเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต กล่าวถึงเรื่องเขาพระวิหาร

โดย สำนวนโวหารก็ปรากฏมีคำสำคัญอย่างคำว่าพระเอก,หัวใจ เพื่อเป็นโวหาร และวาทศิลป์ให้ผู้คนเข้าใจง่าย ก็ยกข้อโต้แย้งกรณีเขาพระวิหาร และบริบทของเหตุการณ์ช่วงนั้นต่อมา ก็เป็นปัญหาเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับเขาพระวิหาร

ซึ่ง กรณีเขาพระวิหาร ก็นำมาสู่ความขัดแย้งของพรมแดนเกิดการปะทะของทหารตามชายแดนในช่วงปีนั้น และผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนต่างๆ นานา จนกระทั่ง จากสมัยสมชาย-อภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็มีตราสัญลักษณ์พระแม่ธรณีบีบมวยผมโยงพุทธฯ

แต่ว่ากลับเพิ่มคนตาย -ปัญหาเสื้อแดง ทั้งที่ทำโครงการฉันรักประเทศไทย(I Love Thailand)และก่อนวันตัดสินคดียุบพรรคฯ แล้วปัญหาเขตแดนของเขาพระวิหารดังกล่าวก็กลับมาอีกครั้ง

เมื่อเรา อ่านนิยาย ยังไม่จบ แล้วอินกับนิยายมากเกิน โดยดูตัวอย่างบทนิยาย ที่มีตัวละครของม็อบมีเส้น เช่น “ลุงจำลอง” ซึ่งไม่ใช่ลุงนวมทอง(4) โดยบทบาทของจำลอง ศรีเมือง คือ “เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร”พล.ต.จำลองกล่าวว่า

ขอพูดถึง นายประพันธ์ที่พาดพิงว่า ตนนั่งทางในยังรู้เลยว่านายกฯจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เสียดินแดน ตนไม่ได้นั่งทางใน แต่รู้ว่าสามารถปราบมันได้ ซึ่งก็ได้ถามนายประพันธ์ก่อนขึ้นเวทีว่าชุมนุม 11 ธ.ค. นี้แก้ไขทันใช่มั๊ย นายประพันธ์ก็ตอบว่าทัน ดังนั้นถือว่า 3 วันนี้เป็นการซ้อมใหญ่ก็แล้วกัน

“11 ธ.ค.นี้ครบเครื่อง เครื่องขยายเสียงเต็มที่ มีเวที ดนตรี เป็นไงเป็นกัน ไม่รู้จักพวกเราซะแล้ว นายกฯ คนไหนทำความเสื่อมเสียให้บ้านเมือง เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร เราไล่มา 3 คนแล้วใช่มั้ย ไล่คนที่ 4 อีกคนจะเป็นยังไง พี่น้องไม่ต้องหวั่นไหว พรุ่งนี้มติสภาฯ ออกมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร วันที่ 11 ธ.ค. มาสู้อย่างยืดเยื้อไม่ชนะไม่เลิก ไม่ต้องห่วงแม้จะมีพรก.อะไรก็แล้วแต่ แต่การเสียดินแดนยิ่งใหญ่กว่า” พล.ต.จำลองกล่าวไว้(5)


ทั้ง นี้ บทละครน้ำเน่าแบบนางอิจฉา กำกึ่งดูเหมือนพระรองของประพันธ์ คูณมี ในวันที่พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา และ"ประพันธ์ คูณมี" ร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ โดยนายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรได้ขึ้นปราศรัย กล่าวว่าถ้าเป็น ผบ.ทบ. จะปฏิวัติวันนี้เลย ผมพูดอย่างนี้ใครจะมาจับผม
"เขาอยากให้ปฏิวัติเพราะอยากให้เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ให้นักการเมืองชั่วหมดไปจากแผ่นดิน ถ้าเขาปฏิวัติจริงๆ มึงก็มุดหัวหางจุดตูดไปไหนไม่รู้ ถามจริงๆ เถอะที่ติดต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยประเทศนั้นประเทศนี้ เตรียมสอนหนังสือหลังหมดอำนาจนั้น ลื้อทำจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็แสดงว่าแม้แต่คุณก็ไม่มั่นใจ"


นายประพันธ์กล่าว มันผิดตรงไหนที่กูอยากให้มีการปฏิวัติ ถ้าไม่มีการปฏิวัติ นายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นเด็กบ่มแก๊สไม่สุก อยู่ตรงไหนไม่รู้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติปี 49 นายอภิสิทธิ์ชาตินี้ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ถ้าไม่มีพันธมิตรฯ อภิสิทธิ์ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ไฉนจึงพูดจาแบบไม่รู้จักบุญคุณประชาชน นายประพันธ์กล่าวไว้(6)

โดยกระแส ของทหารจะกลับมาหรือไม่ ก็ต้องดูบทบาทตัวละครทหาร เป็นผู้ช่วยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ ทหารเป็นตัวช่วยต่อเติมจิ๊กซอว์ให้ช่องว่างของเรื่องราวเติมเต็ม กับม็อบมีเส้นพันธมิตร

เช่น “ประยุทธ์” ชี้ชุมนุมพันธมิตรฯ เป็นสิทธิตามกฎหมาย นี่เป็นตัวอย่างของตัวละคร กำลังเคลื่อนไหวตามบทบาทอันน่าติดตามอย่างใกล้ชิด เหมือนการอ่านนิยาย แต่ว่า ถ้าม็อบออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพราะว่า พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ดูเหมือนเป็นผู้ร้าย คือ โกหกโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อบทบาทของผู้ช่วยพระเอกอย่างอภิสิทธิ์ กลายเป็นผู้ร้ายไป

และม็อบมีเส้น คือ พันธมิตร กลับเรียกร้องทหารเป็นผู้ช่วยพระเอก หรือว่า ม็อบมีเส้น ไม่สามารถเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ประสบชัยชนะ ทำการเลือกตั้งสำเร็จ จึงรับบทนางอิจฉา ให้ทหารเป็นพระเอก ซึ่งม็อบมีเส้น ใช้เส้นอำนาจ เพื่อฆ่านางเอก คือ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็ตายตอนจบ ในที่สุดนั้น ทหาร กลายเป็นลูกพี่ใหญ่ แล้วเรารักลูกพี่ใหญ่ เหมือนนิยาย1984(7)

ดัง นั้น ปัญหาเขตแดนในรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญตายโดยทหาร ซึ่งผู้เขียน ก็เคยเขียนบทความเกี่ยวกับปัญหาเชื่อมโยงกัมพูชาไปหลายครั้งแล้ว ทำให้กลับไปอ่านเรื่องยกเครื่องเรื่องกองทัพ:ข้อคิดสำหรับกองทัพไทยในศตวรรษ ที่ 21(8) แต่ว่า เราอยู่ในช่วงเวลาของยุคนี้ยังต้องมาระแวงอันตรายของรัฐประหารไม่สิ้นสุดกัน เพราะการเมืองของม็อบมีเส้น จากเขาพระวิหาร ถึงอันตรายที่ชายแดน ซึ่งอาจจะนำไปสู่พรมแดนของความขัดแย้งสู่สงครามทหารตามแนวชายแดนรอบใหม่ และรัฐประหาร

โดยเราต้องการปรับกระบวนทัศน์ ที่มีปัญหาของวัฒนธรรมการอ่าน เหมือนนิยายดังกล่าว ส่งผลต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับวัฒนธรรมประชาชนไทย เพราะคนจำไม่ได้ และเราไม่ได้รักรัฐธรรมนูญ เหมือนอ่านนิยายที่เรารัก ก็มีรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับเกินไป และวัฒนธรรมของคน ก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ไม่เสร็จสมบูรณ์ และเรามีปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์

เมื่อความจริงกับเราใกล้วันปีใหม่ หรือเราใกล้ชิดเส้นชัย สู่ทางออกจากปัญหา?

ผู้ เขียนลองสำรวจหาความรู้ โดยอ่านเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญ และการแก้ไขจากตัวอย่างของการอ่านแนวคิดในสิ่งที่ไม่มีในทางแก้ไขปัญหารัฐ ธรรมนูญไทย จากต่างประเทศ ทั้งผู้เขียนยังอ่านเอาเรื่อง อ่านระหว่างบรรทัด และค้นหาวิธีการอ่านรัฐธรรมนูญไทย โดยเข้าใจมุมมองเรื่องหลักการ กระบวนการ และวัฒนธรรม

กรณีunfinished constitution ต่างๆนานา ซึ่งถ้าเราดูตัวอย่างต่างประเทศในการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญก็แล้ว แต่ปัญหาภายในประเทศของเรา ยังต้องใช้เวลาเป็นเราเรียนรู้ความจริงจาก ยุคคณะราษฎร ก็มีปัญหารัฐธรรมนูญ ในบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของเรา ที่สูญเสียค่าใช้จ่าย ต้นทุนทางชุมชน และสูญเสียชีวิตของคนในสังคมเป็นต้นมา

เรา เหมือน“อ่าน”นิยายม็อบมีเส้นอย่างไม่ด่วนใจเร็วสรุปทันที ทำให้จินตนาการรวมหมู่ ต้องการชัยชนะ จึงชวนมาฆ่ารัฐธรรมนูญ โดยเราต้องไม่สร้างวัฒนธรรมมวลชน นำทหารมาแทรกแซงทางการเมือง และม็อบมีเส้นใกล้จบเรื่องการโกหกเป็นนิยายน้ำเน่าเร็วๆยิ่งดี ดังเช่นไม่ชุมนุมวันที่ 11 ธันวา 53 แล้วนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เราต้องมีอิสระ เสรีภาพ ภราดรภาพแห่งพี่น้อง และความยุติธรรม จากความจริงเป็นสากลของโลกเป็นเพื่อนมนุษยชาติร่วมกัน ก็ไม่ให้คนถูกขังคุกหมดอิสระ เสรีภาพ และความยุติธรรม โดนถูกลืมจากรัฐชาติไทย

และความจริง ก็คือ เราต้องร่วมมือสร้างชุมชนจินตนาการของชาติสอดคล้องร่วมกัน และเราต้องการความคิดสร้างสรรค์เพื่อชาติไทย เป็นเส้นทางสำหรับเอามวลมหาประชาชนมาควบคุมทหาร ทำให้ประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน ร่วมสร้างเข้าใกล้เส้นชัยเสร็จสมบูรณ์เพื่อประชาชน

สิ่งนี้เป็นเรื่องความจริงได้ ก็เตรียมยินดีต้อนรับเดือนแห่งความสุข ทั้งเข้มแข็งโดยสุขภาพแข็งแรงสำหรับสวัสดีปีใหม่ของทุกคน

****

อ้างอิง

1.ผู้ เขียนได้ความคิดที่มาของconstitutional fictionsโดยหนังสือเรื่องSome problems of the constitution. by Geoffrey Marshall, Graeme Cochrane และปัญหาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของไทย ดูเพิ่มเติม วีระ มุสิกพงศ์ เล่าเรื่องบันทึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475

2.ผู้เขียนได้ความคิดทีมาโดย Writing another Thai Constitution amounts to writing a fiction one more time “ A human rights group castigates Coup leaders”

3.ส่วนหนึ่งของความคิดของผู้เขียนได้แรงบันดาลใจที่มาของในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน

4.รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53

5.จำลอง ศรีเมือง: “เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร”

6.พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา "ประพันธ์ คูณมี" ร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ

7.ผู้ เขียนได้แรงบันดาลใจอันซับซ้อนโดยเรารักลูกพี่ใหญ่ เหมือนนิยาย1984 ถ้าคนเคยอ่านนิยาย ที่มีBig Brother-พี่เบิ้ม ควบคุมเรา คือ เรารักพี่เบิ้ม โดยที่มาBig Brother-พี่เบิ้มในนิยาย1984 ตอนจบนั้น พระเอก ถูกบรรยายว่า he had won the victory over himself. "He loved Big Brother".

8.สุรชาติ บำรุงสุข ยกเครื่องเรื่องกองทัพ:ข้อคิดสำหรับกองทัพไทยในศตวรรษที่ 21

กวี:รัฐ-ธรรม-นวย


รัฐธรรมนูญ ฉบับอัปลักษณ์
ถูกมือยักษ์ ดึงคลอด ก่อนกำหนด
ทั้งคนเขียน คนร่าง ช่างเลี้ยวลด
จึงงอคด ดุจดั่ง ร่างพิการ

บังคับให้ ใช้ก่อน ตอนเข็นออก
เอาลิ้นหลอก ประชาชน พ่นคำหวาน
รับไปก่อน แล้วผ่อนแก้ แน่ไม่นาน
พวกสามานย์ ขานรับ แล้วกลับคำ

รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน
ถูกพวกคน ใจสัตว์ รุมกัดยํ่า
ถีบทิ้ง ดิ่งเหว เลวระยำ
ประชาราษฎร์ ตาดำๆ จำต้องทน

ทั้งฉีกทิ้ง ทำแท้ง แกล้งทำคลอด
ก็สืบทอด เลวเถื่อน เหมือนการปล้น
รัฐธรรมนูญ ทูนหัว ความชั่วคน
ประโยชน์ตน ประโยชน์กู เพียงผู้เดียว

จะฉีกทิ้ง หรือแก้ไข ใครได้เปรียบ
ก็ยังเหยียบ หัวคน จนหน้าเขียว
**ธรรมนวย หัวคูณ** หนุนไม้เรียว
มีไว้เคี่ยว ขู่ขัง รังแกคน

อำนาจ อธิปไตย ของไทยราษฏร์
เขียนประกาศ สวยหรู อยู่ข้อต้น
แต่คนใช้ อำนาจกร่าง อยู่ข้างบน
ปวงชน เขียนอ้างไว้ แต่ในนาม

ทั้งเขียน คนร่าง ต่างสอพลอ
เขียนเติมต่อ แตกตุ่ม จนรุ่มร่าม
อ้างตัดสิน แต่ละที นั่งตีความ
สร้างนิยาม กระทบกระทั่ง ที่นั่งใคร


ชาติใด ไร้ซึ่งแล้ว ................ ยุติธรรม
กฏเกณฑ์ คลุมครอบงำ........... คิดรู้
ศักดินา กำหนดนำ............... นอกระบบ
ชนชาตินั้น หลั่งเลือดสู้............ต่อต้าน ยอมพลี

รัฐธรรมนูญนี่นี้.................... คือพยาน
ฉบับใด ได้เบ่งบาน................ หนึ่งบ้าง
ใครสั่ง รัฐประหาร................. มิชอบ
มือใคร ฉีกทิ้งล้าง ..................สว่างแล้ว ดวงตา


โดย Ngaesai 8/12/2010

หมายเหตุ:* รัฐธรรมนวยหัวคูณ* คำคมของวาทตะวัน