วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

[New post] คนไม่มีสิทธิ์(แดง) "ขอแจม" นัดพบครั้งแรกหลังพลัดพราก ณ สวนสนุก





คนไม่มีสิทธิ์(แดง) "ขอแจม" นัดพบครั้งแรกหลังพลัดพราก ณ สวนสนุก

thaiuknews | July 24, 2010 at 12:20 pm | URL: http://wp.me/pQONk-Uf


ชมรมคนรักอุดร


น.ส.ผ่องพรรณ ริยะขัน


น.ส. ฐิตาลี ศรีธงไชย-นายถวิล ขำวงค์

โดย ชฎา ไอยคุปต์

หลัง จากเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ผ่านไป กว่า 2 เดือนแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องกลับบ้านอย่างไม่เต็มใจหลังจากมีเจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจ กระชับวงล้อมบีบให้เสื้อแดงต้องยุติการชุมนุมและแยกย้ายกันกลับบ้านและคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงต่อในอีกหลายพื้นที่ กระทั่งล่าสุดกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกไล่กลับบ้านกลับมารวมตัวกันใหม่อีกครั้ง ที่ลานจอดรถสวนสยามในเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

บรรยากาศ เวทีปราศรัยหาเสียงวันนั้นดูเหมือนจะเป็นเวทีปราศรัยการชุมนุมของคนเสื้อแดง มากกว่า เมื่อประชาชนทั่วทุกสารทิศแต่งกายด้วยชุดสีเสื้อแดงเสียเป็นส่วนใหญ่มาพร้อม กับสัญลักษณ์ธงแดง ตีนตบ ทุกคนต่างเดินทางมาที่สวนสยามเพื่อร่วมฟังแกนนำพรรคเพื่อนไทยปราศรัยหาเสียง บนเวทีท่ามกลางพื้นที่เฉอะแฉะหลังฝนตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประมาณคนลดลงทั้งที่เดินทางมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่ก่อน เที่ยงและทยอยมาเรื่อยๆในช่วงเย็น


สำหรับ ชาวบ้านที่เดินทางมาฟังปราศรัยมีทั้งคนในเขตเลือกตั้งและนอกเขตเลือกตั้งที่ ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนแต่เดินทางมาให้กำลังใจ บางคนมาไกลจากภาคอีสานโดยเฉพาะกลุ่มคนรักอุดรที่นัดแนะกันมาให้กำลังใจนาย ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เบอร์ 4  นางประยงค์ แก้วกล้า ชาวอุดรธานี บอกว่าเคยเป็นแม่ครัวให้กับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์กว่า 2 เดือน และกลับบ้านเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ตอนที่มีการสลายการชุมนุม  กลุ่ม คนรักอุดรกว่า 10 คน เหมารถกระบะจ่ายคนละ 200 บาท เดินทางมาตั้งแต่เมื่อวาน(22ก.ค.)เพื่อร่วมฟังปราศรัยและมาช่วยนายก่อแก้วหา เสียง โดยตระเวนขับรถไปยังเขตเลือกตั้งที่ 6  ไม่ค่อยรู้ทางกันเท่าไร ขับไปย่านคลองสามวา บึงกุ่ม นั่งท้ายกระบะโบกไม้โบกมือให้กับคนกรุงเทพฯตะโกนให้ช่วยลงคะแนนให้นายก่อ แก้ว ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีคนกรุงเทพฯยังโบกมือให้พวกเราที่มาจากบ้าน นอก แม้จะไม่ค่อยรู้ทางแต่ก็ขับไปเรื่อยๆ


"พวก เรามาเองอยู่บ้านก็อึดอัดเพราะมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะใส่เสื้อสีแดงก็ไม่ได้เพราะ มีคนคอยจับจ้องจึงเดินทางมาที่นี้เพราะว่าคิดถึงพี่น้องคนเสื้อแดงและแกนนำ พวกเรายังจำกันได้ดีตอนที่ถูกปืนไล่ยิงต้องหนีตายปีนรั้วโรงพยาบาลตำรวจเข้า ไปหลบภัย" นางประยงค์ กล่าว


น.ส.ผ่องพรรณ  ริยะขัน อายุ 27 ปี ขึ้น ไปนั่งฟังปราศรัยบนหลังรถ ให้สัมภาษณ์ว่า เคยเป็นอาสาพยาบาลที่แยกราชประสงค์ เดินทางมาจากบางนา หลังจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.พวกเราต้องแยกย้ายกันกลับบ้านแบบไม่เต็มใจวันนี้มาดูบรรยากาศคิดถึงคน เสื้อแดงแม้พวกเราจะนัดเจอกันเป็นกลุ่มย่อยบ่อยครั้งแต่วันนี้ได้มาดู บรรยากาศเห็นคนเสื้อแดงเดินทางมาเป็นจำนวนมากรู้สึกดีใจที่คิดว่าเราไม่ได้ สู้คนเดียวแม้พื้นจะเฉอะแฉะแต่ก็ยังนั่งทนฟังกันและรู้สึกตื่นตันตั้งแต่ขับ รถเข้ามาเห็นรถจอดเต็มไปหมด


"นับว่าเป็นจังหวะดีที่คนเสื้อแดงจะได้มาเจอกันมาเห็นแบบนี้แล้วรู้สึกอบอุ่น ขึ้นหลังจากที่เจอมรสุมมานาน สงสารชาวบ้านที่เขามาชุมนุมตอนที่เป็นพยาบาลอาสาก็ได้ช่วยแจกจ่ายยาให้ผู้ ชุมนุม ได้เห็นความอดทนของพวกเขาที่ต้องจากบ้านมาไกลมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูก ต้องความเป็นธรรมแต่สุดท้ายก็ต้องกลับบ้านไปพร้อมความทุกข์ หากที่ไหนมีเวทีเสื้อแดงจะไปร่วมทุกครั้งและรอดูว่าที่จะมีการจัดคอนเสิร์ต ที่สมุทรสาครจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ถ้ามีก็ไป " น.ส.ผ่องพรรณ กล่าว


น.ส. ฐิตาลี ศรีธงไชย ชาวโคราช เดินทางมาจากจังหวัดสมุทรสาครเพื่อมาร่วมฟังปราศรัยเหมารถกระบะมา 3 คัน มากันทั้งหมด 60 คน ให้สัมภาษณ์ว่า ยอม ทิ้งบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับกลุ่มคนเสื้อแดงหลังจากที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแวะเวียนไปหาที่บ้านถามหาบอกว่าจะช่วยเยียวยาทั้งที่เราไม่ได้ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแทนที่จะไปช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บล้มตาย เชื่อว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์จึงตัดสินใจลาขาดจากบ้านเกิดโดยบอกแม่ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเราจะไม่กลับไปอีกแล้ว เพื่อที่ว่าเจ้าหน้าที่จะได้ไม่ต้องมารบกวนแม่ที่อายุมากแล้วให้เป็นทุกข์ และกังวลอีก แม้เราจะไม่ใช่แกนนำก็ยังถูกตามไล่ล่าอีกแบบนี้ไม่มีความยุติธรรมอีกแล้ว เชื่อว่าการติดตามของเจ้าหน้าที่เกิดจากการสแกนชื่อตอนที่ออกมาจากวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 20 พ.ค.


"ที่มาไม่ใช่ว่าเราจะชอบทักษิณ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เมื่อก่อนมาร่วมชุมนุมทุกวันหลังเลิกงานพวกเราก็เหมารถกันมาเอง ไม่ชอบที่ประเทศต้องมี 2 มาตรฐาน ไม่มีทางออกให้คนจน รู้สึกว่าตอนนี้โดนคุกคามโดนติดตาม มาเห็นเพื่อนเสื้อแดงวันนี้รู้สึกว่าดีใจ หลายคนที่เจอกันบอกเหมือนกันว่าโดนไล่ล่า ทางการบอกว่าเข้ามาหาในแบบปรองดองแต่กับคนตายไม่ไปเยียวยา แล้วตอนนี้เราจะไปบอกใครให้มาช่วยเราได้ จะสู้จนกว่าเราจะไม่มีชีวิตเพราะเราผ่านความกลัวที่สุดในชีวิตมาแล้ว การหนีตายจากเสียงปืนเสียงระเบิดไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว ถ้าสู้ไม่ได้ก็ถอยทำอะไรได้ก็ทำไป คนที่มาวันนี้ล้วนแต่พกความแค้นไว้แทบทั้งนั้น " น.ส. ฐิตาลี กล่าว


ขณะที่นายถวิล ขำวงค์ ชาวจังหวัดตราด อายุ 45 ปี ที่ร่วมเดินทางมากับชาวสมุทรสาคร ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มาร่วมชุมนุมไม่ได้เดือดร้อนอะไรส่วนตัวแต่ทนไม่ได้ที่เห็นคนภาคเหนือกับ ภาคอีสานถูกดูถูกดูแคลน พวกเขาเลือกผู้นำประเทศมาก็ถูกกล่าวหาว่าโง่ขายเสียง พอมาร่วมชุมนุมก็ถูกไล่ยิงไล่กลับบ้าน ประเทศไม่มีความยุติธรรมในสังคมจึงเจ็บใจแทน แม้เราจะเป็นชาวจังหวัดตราดก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ สังคมไทยไม่ต้องการปรองดองเพียงแค่ผู้นำมีคุณธรรม จริยธรรมสังคมไทยจะเดินได้เอง

"การได้มาเห็นคนเสื้อแดงรวมตัวกันอีกครั้งได้เห็นภาพเก่าๆก็รู้สึกท้อใจอยากถาม ว่าสังคมเป็นอะไรไปทำไมปล่อยให้ผู้นำประเทศโกหก หลอกลวง บางครั้งคิดว่าจะสู้ทำไม เพราะเราก็อยู่สบายแล้ว แต่ทนดูไม่ได้จริงๆวันที่เขาให้โทรเข้าไปแสดงความเห็นตามโครงการรัฐบาลผมโทร ไปถามว่า คนไทยโง่หรือนายกฯอภิสิทธิ์(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี)โกหกเก่ง คนตายยังไม่มีใครลุกขึ้นว่าทำไมไม่มีใครออกมาเรียกร้องหาคุณธรรมจากผู้นำ บ้าง" นายถวิล กล่าว


นาย ถวิล บอกอีกว่า ในวันที่มีการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์หลังจากที่แกนนำประกาศยุติตัวเอง ได้หนีเข้าไปหลบในวัดปทุมวนารามวรวิหารกับเพื่อนๆและไปนอนหมอบอยู่ข้าง พยาบาลอาสา 2 คนที่ถูกยิงเสียชีวิตและนักข่าวต่างชาติที่ถูกยิงบาดเจ็บ ชีวิตที่ต้องมานอนหมอบกระสุนในประเทศที่เรียกว่าประชาธิปไตย คนต้องมาหลบกระสุนปืนของทหารที่ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้า

"หลังจากที่ผมช่วยหามคนแก่เข้าไปพฐมพยาบาลภายในวัดด้านใน นึกถึงสภาพที่หามคนเจ็บเข้าไปแล้วลูกชายของเขาเมื่อเห็นพ่อถูกยิงเริ่มสติ แตกเขาวิ่งถอดเสื้อเพื่อจะออกไปถามทหารว่า "ยิงพ่อกูทำไม" ยังดีที่มีคนเสื้อแดงคอยฉุดรั้งไม่ให้ออกไป จากนั้นผมกลับไปยังจุดเดิมที่มีคนหมอบอยู่ ตอนนั้นนักข่าวฝรั่งถูกยิงแล้วจะเข้าไปช่วยทันทีก็ไม่ได้เพราะกลัวถูกกระสุนปืนต้องค่อยๆคืบคลานเลาะกำแพงเข้าไปหามเข้าไปในวัดชั้นในเพื่อปฐมพยาบาล แล้วคืนนั้นก็ไม่มีใครกล้านอนในที่โล่งต้องเข้าไปนอนอัดกันภายในป่าหลังวัด รอจนตอนสายวันรุ่งขึ้นตำรวจเข้ามารับบอกว่าหากทหารจะยิงต้องยิงนายตำรวจก่อน พวกเราถึงกล้าออกมา เห็นชัดว่าทุกคนเครียดมาก น้ำจะกินก็ยังไม่มี ตอนเช้ายังมีเสียงปืนดังอีกคิดดูว่าเหมือนอยู่ในสงคราม" นายถวิล กล่าว


ขณะที่ 2 ยายเสื้อแดงทีกำลังยืนรอรถอยู่ข้างถนนหน้าสวนสยามหารถที่จะผ่านไปแถวตลิ่งชันเพื่อจะต่อรถเมล์กลับบ้านที่พุทธมณฑล สาย 4 นางพร ตรีโครต อายุ 61 ปี ชาวจังหวัดหนองคายที่มาอยู่กรุงเทพฯกับลูกบอกว่า จะโบกรถไปแถวตลิ่งชันแต่ต้องดูให้ดีเพราะว่ามีรถผีด้วยจะเรียกแท็กซี่ก็ไม่ ได้รอโบกรถคนเสื้อแดงขอติดรถกลับด้วยดีกว่า

ระหว่าง นั้นก็มีรถประจำทางสายหนึ่งผ่านมาคนบนรถเรียกยายทั้ง 2 ให้ขึ้นและบอกว่ารับแต่คนเสื้อแดงน่าเสียดายที่รถคันดังกล่าวไม่ได้ผ่านไป ทางตลิ่งชัน

นางพร บอกว่า อึด อัดอยากมาร่วมชุมนุมวันนี้ขอลูกออกจากบ้านมาแต่เช้าจากพุทธมณฑลนั่งสาย 123 มาลงสนามหลวงและต่อรถเมล์สาย 60 มาถึงสวนสยาม แต่ตอนกลับไม่เห็นรถสาย 60

ขณะที่ถนนหน้าสวนสยามมีฝั่งละ 3 เลน มีรถจอดอยู่ 3 แถว และเหลือเพียงช่องทางเดียวให้รถผ่านไปได้ ทำให้การจราจรติดขัด หลังจากที่ยายทั้งสองยืนรอรถสักพักก็มีรถคนเสื้อแดงขับผ่านมาแล้วชวนยายขึ้น รถไปด้วยและยายก็ขึ้นรถไปอย่างไม่ลังเลบอกว่าคนนี้จำได้รู้จักกันแม้ว่ารถคันดังกล่าวจะไปลาดพร้าวซึ่งเป็นคนละเส้นทางแต่ยายก็ขอสัญจรไปกับคนที่ไว้ใจดีกว่าแม้จะต้องไปหลงอยู่แถวลาดพร้าวก็ ยอม แต่ไม่ยอมขึ้นรถคนแปลกหน้าเด็ดขาด "กลัวกลับไม่ถึงบ้าน"

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 07:00:54 น. มติชนออนไลน์

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | One-click Unsubscribe | Express yourself. Start a blog.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Thai PM says monarchy and army should refrain from politics

AFP July 08, 2010
In an interview with AFP, Thailand's prime minister said the nation's powerful military and its revered monarchy should stay removed from politics as the country moves on from its worst civil unrest in decades. Duration: 02:12.

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ฆ่าตัดตอน" ขนานเทียม!..."อุ้มฆ่า"ขนานแท้!!






“ฆ่าตัดตอน” ขนานเทียม!...“อุ้มฆ่า”ขนานแท้!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เขียนเรื่อง “ไอ้พวกโง่นี่ มันไม่เคยฟัง...ในหลวง!!!?”  ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังถึงเรื่องที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของชาวไทยเรา ทรงมีความห่วงใยในปัญหายาเสพติด จนถึงต้องออกพระโอษฐ์ต่อที่ประชุมมหาสมาคม เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 
        หลังจากที่คอลัมน์ดังกล่าว ได้เผยแพร่สู่ประชาชน ปรากฏว่า อีกไม่กี่วันถัดมา คือวันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2553 ได้มีการจัดงานอภิปรายเรื่อง “คดีฆ่าตัดตอน...คดีที่ต้องสานต่อให้จบ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 
        วิทยากรที่มาปรากฏตัวในวันนั้น ตามรายชื่อผมก็เห็นมีแต่หน้าเก่าๆช้ำๆ คือพวกถนัดการโจมตีทักษิณ และสิ่งที่นำมาเผยแพร่ ก็เรื่องเดิมๆ ไม่เห็นมีอะไรใหม่ ลงท้ายก็อวดศักดา บอกในทำนองว่า 
        จะเอานายกฯทักษิณ ไปขึ้นศาลโลก เพราะมีนโยบายกระทำผิดต่อมนุษยชาติ...เก่งๆกันทั้งนั้น!

        ผมเห็นข่าวแล้ว ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ต่อจากข้อเขียนครั้งก่อน ให้ท่านผู้อ่านฟังกันต่ออีกสักหน่อย 
        เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปรารภถึงความหนักพระทัยในการแพร่ระบาดของยาเสพติด ท่ามกลางที่ประชุมมหาสมาคม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่รอช้า ได้สนองพระราชดำรัสทันที ด้วยการเรียกประชุมหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน เพื่อผนึกกำลังเข้าต่อตีศัตรูร้ายของชาติอย่างแข็งแรง จนทำให้ขบวนการค้ายาเสพติด ผู้ค้ายา ผู้เสพ แทบจะหมดสิ้น ไปจากแผ่นดินไทยเราเลยทีเดียว 
        เมื่อปี พ.ศ.2546 รัฐบาลของนายกฯทักษิณ ได้ประกาศสงครามยาเสพติด เพราะในขณะนั้นมีรายงานชัดเจนว่า เฉพาะเยาวชนชาวไทยกลายเป็นผู้เสพหรือต้องใช้ยาเสพติด เป็นจำนวนถึง 800,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก เสียงประชาชนตนเป็นพ่อเป็นแม่ผสมกับสื่อมวลชน ดังประสานขึ้นอย่างกึกก้อง สนับสนุนให้รัฐบาล ปราบปรามยาเสพติดทั้งองคาพยพกันอย่างจริงจัง 
        หลังจากการประกาศสงครามสำคัญ เพื่อต่อต้านมหันตภัยทำลายชาติ และปฏิบัติการช่วยเหลือเยาวชนที่จะเป็นกำลังของบ้านเมืองเรานั้น ให้พ้นจากพิษภัยของยาเสพติด ทุกหน่วยราชการและสรรพกำลังของชาติทั้งมวล ได้เข้าร่วมในการปราบปรามครั้งนั้น อย่างพร้อมเพรียง 
        หน่วยราชการไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง กองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ กองทัพภาคกระทรวงศึกษาธิการ  ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน รวมทั้งกระทรวงทบวงกรมอื่น และตำรวจด้วย ถูกกำหนดให้มีภารกิจสำคัญที่สุด ที่ต้องพึ่งขุมพลังทั้งหมดของชาติร่วมกัน
        ที่สำคัญไม่แพ้กับหน่วยงานของรัฐคือ องค์กรเอกชน สมาคม มูลนิธิ หน่วยงานอิสระฯลฯได้เข้าร่วมมือร่วมใจประสานกันเป็นหนึ่ง มีส่วนร่วมในสงครามปราบปรามยาเสพติดครั้งสำคัญนี้

content/picdata/234/data/99.jpg

        โครงการที่ถือกำเนิดต่อเนื่อง กับสงครามปราบปรามยาเสพติด ที่โดดเด่นและผลที่งดงามจากนโยบายของชาตินี้คือ โครงการ ‘ทูบี-นัมเบอร์วัน’ นพระอุปถัมภ์ของ ทูลกระหม่อมฯ ซึ่งบัดนี้ได้มีเยาชนคนของชาติเข้าร่วมโครงการนี้...
       
กว่าสิบล้านคนแล้ว!
        กลายเป็นขุมกำลังของชาติ ในการต่อต้านยาเสพติด ที่สำคัญที่สุดอีกององค์กรหนึ่ง!!
        ชมรมของทูลกระหม่อมฯ ก้าวหน้าจนมีนิตยสาร ‘To Be Number1’ ออกมารายคาบสามเดือน มีคอลัมน์ Talk To The Princess ซึ่งทูลกระหม่อมฯทรงตอบปัญหา ที่สมาชิกชมรมสอบถามเข้ามา ด้วยพระองค์เอง 
        ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ รับสั่งถึงโครงการทูบีนัมเบอร์วันที่ทรงทำอยู่ ณ เวลานี้ด้วยว่า 
        ทรงได้รับกำลังพระทัย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ 
        ทรงเล่าประทานว่า

        “ท่านจะรับสั่งให้กำลังใจ และบอกว่าเราเดินไปถูกทางแล้ว และท่านก็บอกว่า เราสามารถติดต่อและสื่อกับเด็กๆได้ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กๆ ท่านจะชื่นชมและปลื้มพระทัย ซึ่งเราดีใจมากที่ทำให้ท่านปลื้มพระทัย และท่านก็บอกให้ทำโครงการนี้ต่อไป และให้สื่อกับเด็กๆมากที่สุด และให้ทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชนบูรณาการและพัฒนาโครงการนี้ต่อไป”

        เรื่องดีๆอย่างนี้หมดไป หลังจากทหารเข้ามายึดอำนาจไปจากประชาชน กลับถูกทำให้เลือนหายไป พร้อมกับการเบ่งบานของยาเสพติด ที่แพร่กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
        ...หรือใครว่าไม่จริง!

        หลังรัฐประหารไม่นานนัก หลังพล.อ.สุรยุทธ์ ผู้นำรัฐบาลหุ่นขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงกลางเดือน พ.ย.ปีกลาย หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวกันพร้อมเพรียง เรื่องนายกฯเขายายเที่ยงสั่งรื้อคดีฆ่าตัดตอน ที่ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ระดมโจมตีกันขนานใหญ่ ว่า  
       
ในยุคนั้น มีการฆ่าตัดตอน ถึง 2,500 ศพ
        รัฐบาลเขายายเที่ยง ได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม ที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดยุติธรรม เป็นเจ้าภาพดำเนินการในเรื่องนี้ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหอกในการดำเนินการ
        เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จนกระทั่งนายจรัญฯมีอันต้องพ้นจากตำแหน่งปลัดฯไป ก็ไม่มีข่าวปรากฏออกมาให้เห็นว่า หน่วยงานในบังคับบัญชาของเขา มีการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา ในคดีฆ่าตัดตอนได้แม้แต่คดีเดียว หรือมีใครกันบ้าง ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ตัวการ” ในคดี ‘ฆ่าตัดตอน’ ผู้คนไปมากมายถึงสองพันห้าร้อยศพอย่างที่พูดกัน 
        สรุปง่ายๆคือ ที่นายจรัญฯรับเป็นเจ้าภาพสืบหาความจริงนั้น ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย 
        ต้องพูดกัน อย่างนี้แหละ!

        รื่องฆ่าตัดตอนนี้ ไม่ได้จบแค่นายจรัญฯ เพราะต่อมาเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2550 นายพลสุรยุทธ์ นายก ณ.เขายายเที่ยง แกให้สัมภาษณ์ที่บ้านพิษณุโลก ในรายการของตัวเอง  ซึ่ง นสพ.ไทยรัฐได้ลงข่าว และผมขอตัดข่าวมาให้ดูโดยไม่ตัดทอน ดังนี้

        แฉเหตุผ่าตร. ฆ่าทิ้งยาบ้า-ใต้ [8 ก.ค. 50]
        ...เช้าวันเดียวกัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ถึงการปรับปรุงโครงสร้างตำรวจว่า เคยพูดไปแล้วว่า สิ่งที่ประชาชนทางภาคใต้พูดถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตำรวจซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เรื่องการป้องกันปราบปราม สืบสวนจับกุม ผลที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีลักษณะการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ประมาณ 2,000 กว่าคน ไม่ว่าเรื่องการปราบปรามยาเสพติด การใช้อำนาจเกินเลย...

        สรุปได้ว่าประเด็นหลักจริงๆ ในการปรับปรุงองค์กรตำรวจของชาติ ก็คือ
        นายกฯสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง แกฝังจิตฝังใจว่า ตำรวจฆ่าทิ้งเสีย 2,000 กว่าศพ นั่นเอง! 
       
โถ...นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก?
        และคนที่มาเป็นประธานกรรมการ ปรับปรุงองค์กรตำรวจ ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือนายพล วสิษฐ์ เดชกุญชร หนึ่งในวิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนา ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งผมได้กล่าวถึงตอนต้นนั่นเอง 
        ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ที่จะต้องดันแบบหัวชนฝากันว่า ต้องมีการฆ่าตัดตอนแน่ๆ 
        ท่านผู้อ่าน พอจะเห็นความเกี่ยวพันกัน หรือยังล่ะครับ!?

        ผมว่านายกฯเขายายเที่ยง แกลืมไปแล้วหรือว่า ในปีที่ประกาศสงครามยาเสพติดกันอยู่นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งอะไรอยู่ 
       
ตัวเองมีส่วนร่วม ในสงครามครั้งนี้กับเขาด้วย หรือเปล่า? 
        หน่วยทหารต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้อง กับสงครามการต่อสู้กับยาเสพติด อย่างไรบ้าง?  
        ผมสงสัยว่านายกฯเขายายที่ยง ที่ความจำจะสั้น จึงต้องเตือนความทรงจำ ด้วยข้อความจากข่าวสารของกองทัพบกเองดังนี้...

        “...การประกาศชัยชนะสงครามยาเสพติดนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ ส่วนสนับสนุนกองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งผู้อำนวยนวยการส่วนสนับสนุนกองบัญชาการกองทัพบก นำกำลังพล นายทหาร นายสิบ พลอาสาสมัคร พลทหาร ฯ และลูกจ้าง ....ร่วมประกาศชัยชนะสงครามยาเสพติด เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ....”
        คราวนี้นายกฯเขายายเที่ยง จำได้หรือยังล่ะ!?

        ผมไม่รู้ว่า ความเชื่อฝังจิตฝังใจว่า ตำรวจฆ่าทิ้งเสีย 2,000 กว่าศพ อย่างนี้มันฝังหัวกบาล คนระดับนายกฯอย่างสุรยุทธ์ได้อย่างไรกัน 
       
ทำไมถึงเชื่อ...ง่ายดายถึงปานนั้น? 
        ทำไมแกไม่ฉุกคิด ขึ้นมาบ้างว่า 
        หากมีการฆ่าคนโดยตำรวจเป็นผู้ลงมือเอง และฆ่ามากมายขนาด 2,500 ศพนั้น มันจะต้องมีเจ้าทุกข์จำนวนนับร้อยนับพัน ปรากฏให้เห็นด้วยการแห่แหนกันมาร้องทุกข์แล้ว
        แต่ภาพอย่างนั้น กลับไม่เคยปรากฏ ต่อสาธารณชนเลย!

        ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งๆที่เห็นมีการป่าวประกาศกันเหยงๆ ว่าญาติใครถูกตำรวจฆ่า ให้ไปแจ้งความกับกรมสอบสวนพิเศษ ที่นายกฯเขายายเที่ยงเป็นประธานอยู่ หรือแจ้งผ่านสำนักนายกบ้าง แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่า
        คดีที่กรมสอบสวนพิเศษ ซึ่งมีนายกฯเขายายเที่ยงเป็นประธาน ได้อนุมัติให้มีการสอบสวน โดยมีผู้มาร้องทุกข์ โดยไอ้นักการเมืองหัวหงอก เป็นผู้พามาร้องทุกข์ (เท่าที่ออกข่าว นสพ.) เพียง 1 ราย ที่สงสัยว่าตำรวจจะฆ่าเอา เหตุเกิดที่ จว.นครราชสีมา ตอนนี้คดีความไปถึงไหน ยังไม่มีการเผยแพร่ให้รู้กัน แต่ที่แน่ๆ
ยังไม่มีการฟ้องร้อง ต่อศาลแต่อย่างใด
       
หรือเหลวไปแล้ว...ก็ไม่รู้!?
        รายล่าสุดก็มีคดีเรื่อง ‘น้องฟลุค’ที่ถูกลูกหลงจากกระสุนปืนของตำรวจ สน.บางชัน ปัจจุบันนี้ คดีก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ตัวตำรวจที่ถูกกล่าวหานั้น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัว ผู้ต้องหาทั้ง 3 นาย โดย “ตานวย” แกให้เหตุผล ในการประกันตัวว่า 
        เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย ได้กระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงใช้ตำแหน่งยื่นช่วยเหลือ เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น  ส่วนคดีความก็กำลังว่ากันอยู่ในชั้นศาล 
       
แต่ไม่ใช่ “คดีฆ่าตัดตอน” แน่ๆ! 
        มีอีกคดีหนึ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ส่งฟ้องตำรวจ
กาฬสินธ์ไป ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นการฆ่าตัดตอน แต่พวกที่ตายก็เป็นแก๊งลักรถ ในคดีก็ไม่ได้โยงอะไร ไปถึงนายตำรวจผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดหรือระดับภาค หรือระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วอย่างนี้ จะไปลากเอาคุณทักษิณฯว่า...
       
...‘บงการฆ่า’ ได้อย่างไรกัน!?
        ฉะนั้น อย่ามาคุยให้เหม็นขี้ฟันกันเลย เพราะไอ้คดีที่กล่าวหาว่าตำรวจอุ้มไปฆ่าตั้ง 2,500 คน แต่ที่อีตาสุรยุทธ์ฯแกเอามาอ้างตามพวกสื่อ และนักการเมืองและฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ กุกันขึ้นมาเป็นข่าวนั้น เป็นคดีตามปกติเท่านั้น คือ
        คดีที่ตามกฎหมายเรียกว่า คดีที่ยังไม่ทราบตัวคนร้าย หรือเรียกหรือยังจับกุมตัวไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารบ้าบอคอแตกอะไรเลย
        จึงขอยืนยัน ณ ที่นี้เลยว่านายกฯเขายายเที่ยง พูดไม่ตรงกับความจริง 
        พูดโดยมีอคติกับตำรวจ!

        การตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงในการรับผิดชอบไม่ได้ ดูอย่างกรณีตากใบ ทหารฆ่าคนมุสลิมที่ไม่มีอาวุธ ตายอย่างโหดเหี้ยมคาที่เกิดเหตุ 7 ศพ อุ้มขึ้นรถไปอีกนับร้อย และทำให้ผู้คนถึงแก่ความตาย อย่างทารุณโหดร้ายบนรถบรรทุกอีก 74 คน จนเป็นข่าวทำให้เมืองไทยเสื่อมเสียอย่างยิ่งนั้น 
        รัฐบาลทักษิณก็ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อผลการไต่สวน ชันสูตรพลิกศพออกมา หลักฐานชี้ชัดว่า เป็นการกระทำของฝ่ายทหารโดยตรง รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบทางแพ่ง โดยต้องชดเชยให้กับผู้เสียหาย ซึ่งได้กระทำกันไปแล้ว 
        แม้ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่ชาวบ้านที่นั่นเขาก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กัน ว่า
       
เป็นการ “อุ้มฆ่า” ขนานแท้!
        เราจะไป ‘ห้าม’ ปากชาวบ้านไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่อง
ตากใบนั้น ชาวบ้านเขาก็เห็นอยู่ชัดๆว่า ทหารเป็นฝ่ายกระทำข้างเดียว ไม่มีใครเขาไปเกี่ยวข้องด้วย! 
        สำหรับเรื่องการ “ฆ่าตัดตอน” นั้น ถึงวันนี้แล้ว แม้จะมีการสอบสวนเอาจริงเอาจังกันอย่างเต็มที่ รวมทั้งมีการทุ่มเทงบประมาณกันมากมาย แต่เวลาผ่านไปแล้วเนิ่นนายตั้ง 4 ปี นับแต่มีการตั้ง คตน.ขึ้นมา ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า 
       
คุณทักษิณแกไปเกี่ยวข้องในเรื่องการ “ฆ่าตัดตอน” ตรงไหนเลย!
        ดังนั้น เราพอจะสรุปกันตรงนี้ได้ไหมว่า การฆ่าตัดตอนที่
คุยฟุ้งเอามันกันนั้น และเป็นเรื่อง “ขนานเทียม” หรือเสกสรรปั้นแต่งกันขึ้นมาเท่านั้นเอง!
        หรือไม่จริง!!? 

        ก่อนจบข้อเขียนในวันนี้ ผมขอนำความเห็นของคุณ “วิมล อยุธยา” ที่แสดงไว้ท้ายคอลัมน์ “ไอ้พวกโง่นี่ มันไม่เคยฟัง...ในหลวง!!!?” มานำเสนอกับท่านผู้อ่าน เพราะน่าสนใจมาก 
        คุณ “วิมล อยุธยา”เขียนมา อย่างนี้ครับ

        ...ตั้งแต่ปฏิวัติปี 2549 มา อยุธยามียาเสพติดเพิ่มขั้นหลายเท่าตัว ไม่มีใครสนใจปราบปรามสักเท่าไหร่เลย ทั้งรัฐบาลทหารบิ๊กบัง ทั้งรัฐบาลสุรยุทธ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ล้วนมีอำนาจล้นฟ้า ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ทำไมไม่จัดการเรื่องยาเสพติดให้อยู่หมัด หรือเจ้าพ่อยาเสพติดหนุนประชาธิปัตย์อยู่อย่างที่เขาลือกัน เฉพาะที่อยุธยาเดี๋ยวนี้ พูดกันอย่างช้ำใจว่า ชื่อเต็มๆคือ "อยุธยา(เสพติด)" ที่ว่าเคยล่มแล้วสมัยพม่าเผา ตอนนี้ก็ล่มอีกครั้งจากยาเสพติดที่เผาผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน...

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        คนที่เขาตั้งใจทำงาน สนองพระราชดำรัสและพระเดชพระคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นการทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองโดยไม่เห็นกับความเหนื่อยยาก ด้วยการกวาดล้างขบวนการยาเสพติด เพื่อลูกหลานของเรา จะได้มีความปลอดภัย ในวันข้างหน้า กลับถูกฝ่ายไอ้พวกอัปรีย์ป้ายสี กล่าวหาร่ำไป 
       
แม้ไอ้พวกขบวนการป้ายสี มันจะพยายามสักปานไหน แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีดีดักแล้ว แต่ไอ้พวกโลซกเหล่านั้น มันก็ยังหาหลักฐาน มาแสดงต่อสังคมไม่ได้เลย...
        แม้แต่น้อยนิด!

        ท้ายที่สุดนี้ อยากจะบอกเหตุผล ที่ผมต้องออกมาเขียน เรื่องยาเสพติดอีกครั้งเป็นหลักเป็นฐานไว้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ รู้ทั่วกันว่า
        ครั้งหนึ่ง บ้านเมืองไทยของเรานั้น เคยทำสงครามเอาชนะยาเสพติดได้แล้ว แต่เพราะไอ้พวกอัปรีย์ ที่มันยึดอำนาจ ไปจากพี่น้องประชาชน และมุ่งแต่ประโยชน์ตน จนร่ำรวยมั่งคั่งไปตามๆกัน และปู้ยี่ปื้ยำบ้านเมืองอันเป็นที่รักของพวกเรา ให้เสียหายยับเยิน แต่พวกมันกลับไม่มีปัญญา ดูแลบ้านนี้เมืองนี้ให้มีความสงบสุขร่มเย็นได้ 
        ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยปล่อยให้เพลิงแห่งยาเสพติด มีโอกาสได้กลับมา และ...

        ลุกลาม...โหมไหม้ ‘แผ่นดินของเรา’ อีกครั้ง!!!

********

        (ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2553)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=234

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog




--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog