gigcode June 22, 2010 9:36
Category:
People & Blogs
Tags:
คมชัดลึก
อีกมุมของความจริง
chunk
1
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
คมชัดลึก อีกมุมของความจริง_chunk_1.avi
STOP THE BLOODSHED IN THAILAND Petition
View Current Signatures - Sign the Petition
To the United Nations and Heads of State.
To: United Nation
URGENT CALL to Ban Ki-Moon, General Secretary of the United Nations and all Governments and leaders around the world to . . STOP THE BLOODSHED IN THAILAND Progress towards democracy in Thailand was devastated by the military coup that ousted an elected Government in 2006. This was Thailand’s 26th military coup / crackdown since the country attempted to abolish Absolute Monarchy in 1932. The country was further reduced to a complete, political shambles in 2008 by the Yellow Shirt demonstrations that were allowed, without repercussion, to close-down Thailand’s international airports, creating a situation that allowed Abhisit Vejjajiva to become Prime Minister in December 2008. Thailand’s ten’s of millions of rural and urban poor can tolerate no longer the double standards that dominate their struggle for representational parliamentary democracy. On 14 March 2010 they converged on the streets of Bangkok demanding primarily the dissolution of parliament and a proper General Election. Since the current military crackdown was launched on 10 April 2010 about 60 men, women and children have died, many by military sniper-fire with a single bullet to the head. About 1500 have been wounded - many by gunshot, including medics, journalists and bystanders. The death toll is rising daily. Some 50 000 soldiers, with permission to shoot to kill ‘in self-defence’, have been mobilised to crush the people’s protest against clear injustice and corrupt governance. The Thai Government’s sanctioning of the use of live ammunition against the people of Thailand, against men, women, children, against grandfathers and grandmothers that have gathered in Bangkok to express their legitimate frustration and grievances, is an outrage that must be condemned as the crime that it is. No matter the complexity of the political situation, the use of live ammunition against ordinary civilians cannot and must not be permitted on the streets of Bangkok, or anywhere. The International Community cannot stand-by and watch the Thai Government murder Thai citizens in the name of democracy, not to mention monarchy. The state violence on the streets of Bangkok today has a long history. In the centre of Bangkok, a few thousand brave civilians - ordinary men, women and children are cut off from food and water, surrounded and targeted by about 30,000 soldiers. They are preparing to sacrifice their lives. The International Community must condemn the Abhisit Government for using live ammunition against those who oppose it, against those who, in a General Election, would defeat it. In the ‘Land of Smiles’ corruption and injustice is ringing load and clear. Allowing military violence to crush the rural and urban poor in Thailand will not enhance regional stability, it will not enhance the future of the ASEAN or sustainable development. It will drag down the development of democracy throughout South-East Asia. We call for all Governments around the world to condemn the use of military force and live ammunition as a means to oppose and suppress the right of the poor to express their grievances. WE CALL FOR UNITED NATIONS INTERVENTION to end the violence and bring all parties to the negotiating table and to oversee proceedings for a General Election in Thailand. WE CALL FOR THE UNITED NATIONS to appoint an independent commission to investigate the murder of innocent civilians by Thai military forces. ---------- โปรดช่วยประเทศไทยด่วน เรียน ฯพณฯ บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ โปรดดำเนินมาตรการให้มีการหยุดสังหารประชาชนในประเทศไทย พัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกเหยียบย่ำอีกครั้งด้วยรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการทำรัฐประหาร/ปราบปรามประชาชนครั้งที่ 26 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2475 ภาพลักษณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2551 เมื่อการประท้วงของคนเสื้อเหลืองที่ไม่ได้ถูก ขัดขวางแต่ ประการใด สามารถเคลื่อนเข้าไปปิดสนามบินนานาชาติของประเทศไทย ซึ่งเป็นการประท้วง ที่เปิดทางให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551 ประชาชนคนยากคนจนในประเทศไทยทั้งคนจนเมืองและคนจนชนบทหลายสิบล้านคนต่างก็ไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อ ระบบสองมาตรฐานในสังคมไทยได้อีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้เกิดรัฐสภาเป็นตัวแทนของพวกเขา ตามครรลองประชาธิปไตยที่แท้จริง วันที่ 14 มีนาคม 2553 คนเสื้อแดงปกคลุมท้องถนนหลายแห่งในกรุงเทพ พวกเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐสภายุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิยุติธรรม การปราบปรามประชาชนของกองกำลังทหารได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ที่มีทั้งเด็กผู้หญิง และผู้ชาย จำนวนประมาณ 60 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ และอีกกว่า 1,500 คน ที่มีทั้งทีม พยาบาล นักข่าว และประชาชนทั่วไป ได้รับบาดเจ็บ(ส่วนใหญ่จากอาวุธ) ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลระดมกองกำลังทหาร 50,000 นาย และอนุญาตให้ทหาร ‘ป้องกันตัว’ ด้วยการยิงและสังหารประชาชนที่ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลที่ไร้ความยุติธรรมและไม่มีธรรมาภิบาล การกระทำของรัฐบาลไทยที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงกับประชาชน ยิงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ปู่ย่า ตายาย ยิงประชาชนทั้งครอบครัว ประชาชนที่มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความคับค้องใจและความไม่พอใจต่อรัฐบาล เป็นความป่าเถื่อนที่จะต้องถูกประนาณ และเป็นอาชญากรรม ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม การใช้กระสุนจริงไม่มีทางและจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บนท้องถนนกรุงเทพหรือที่ไหนก็ตาม ชุมชนนานาชาติ ไม่ควรร่วมยืนเคียงข้างและเฝ้ามองรัฐบาลไทยทำการสังหารประชาชนของตัวเองอย่างเหี้ยมโหด ทำการเข่นฆ่าประชาชนในนามของคำว่า ‘เพื่อประชาธิปไตย’ และยิ่งไม่สามารถอ้างได้เลยว่า ‘เพื่อปกป้องสถาบัน’ ความรุนแรงบทท้องถนนกรุงเทพในวันนี้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ณ ขณะนี้ประชาชนผู้กล้าหาญหลายพันคนติดอยู่ในวงล้อมของทหารร่วม 30,000 คน พวกเขาพร้อมจะสละชีวิต ประชาสังคมโลกจะต้องประนาณรัฐบาลอภิสิทธิที่อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงต่อผู้ประท้วงฝ่ายตรงข้าม ผู้ประท้วงที่รัฐบาลจะไม่สามารถเอาชนะได้เลยในสนามการเลือกตั้ง ในแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม การคอรัปชั่นและภาวะการไร้ซึ่งความยุติธรรมได้ปรากฎเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน การอนุญาตให้ทหารปราบปรามประชาชน คนยากจนจากชนบทและในเมือง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่สามารถนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงในอาเซียน แต่กลับจะบันทอนพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในอาเซียน พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกประนาณการใช้กำลังทหารและกระสุนจริงเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการประท้วงของคนยากคนจนที่ถูกกดขี่ ที่ต้องการนำเสนอปัญหาของพวกเขา พวกเราเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติยุติความรุนแรงในประเทศไทย และเป็นองค์กรกลางในการนำทุกฝ่ายมาสู่โต๊ะเจรจา ดำเนินจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยที่โปร่งใสและยุติธรรม รวมทั้งขอให้มีการตั้งทีมสอบสวนจากนานาชาติ เพื่อสอบสวนกรณีการสังหารพลเรือนที่บริสุทธิ์โดยกองกำลังของทหารไทย
Sincerely,
The Undersigned
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
20 เรื่องของหญิงผู้เป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตย 'ออง ซาน ซูจี'
20 เรื่องของหญิงผู้เป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตย ‘ออง ซาน ซูจี’
ไทยรัฐออนไลน์
ผู้หญิง ที่มีแววตามุ่งมั่น อยู่ในชุดแต่งกายประจำชาติที่หลายคนคุ้นชิน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของประชาธิปไตยไปแล้ว เนื่องในโอกาสวันครบรอบวันเกิด 65 ปีเต็มของ ออง ซาน ซูจี 19 มิ.ย. ไทยรัฐออนไลน์ รวมรวมเกร็ดชีวิตต่างๆ 20 เรื่องเล่าที่หลายๆ คนยังไม่รู้..
1. บิดาของ ซูจี ชื่อ นายพลอองซาน ที่ชาวพม่ายกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศพม่า” ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2490 เมื่อเธอได้อายุได้ 2 ขวบ บทบาทของนายพลอองซานในการนำพม่าต่อสู้กับญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรที่เข้ามายึดครองพม่า ทำให้สหภาพพม่าได้รับอิสรภาพเป็นรัฐเอกราชเมื่อ วันที่ 4 ม.ค. 2491
2. มารดาของเธอชื่อ ดอว์ขิ่นจี หลังจากสามีโดนลอบสังหารแล้ว ต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรชายหญิง 3 คน โดยซูจีเป็นลูกคนเล็ก ภายหลังบิดาเสียชีวิตไม่นาน พี่ชายคนรองของเธอประสบอุบัติเหตุ จมน้ำตายในบริเวณบ้านพัก ซูจีและพี่ชายคนโตคือ อองซาน อู เติบโตมากับการเลี้ยงดูของมารดา ที่เข้มแข็ง และความเอื้อเอ็นดูของกัลยาณมิตรร่วมอุดมการณ์ของบิดา
3. เมื่อปี 2503 ดอว์ขิ่นจี ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งทูตพม่า ประจำประเทศอินเดีย ซูจีถูกส่งเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมและวิทยาลัยสตรีศรีราม ที่นิวเดลี จากนั้นไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญาที่เซนต์ฮิวส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ระหว่างปี 2507-2510 ช่วงที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซูจีได้พบรักกับ ไมเคิล อริส นักศึกษาสาขาวิชาอารยธรรมทิเบต
4. ปีเดียวกันกับที่ซูจีจบการศึกษา ดอว์ขิ่นจี หมดวาระในตำแหน่งทูตประจำประเทศอินเดีย และย้ายกลับไปพำนักที่ย่างกุ้ง ซูจี แยกจากมารดาเพื่อเดินทางไปมหานครนิวยอร์ก เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะกรรมการที่ปรึกษา ด้านการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณ และการจัดการของสำนักงานเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ ขณะนั้น อูถั่น ซึ่งเป็นชาวพม่า ดำรงตำแหน่งเลขาธิการของ องค์การสหประชาชาติ ในการทำงาน 3 ปีที่นี่ ซูจี ใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นอาสาสมัครให้โรงพยาบาล ในโครงการช่วยอ่านหนังสือ และดูแลปลอบใจผู้ป่วยยากจน
5. เดือน ม.ค. 2515 ซูจีแต่งงานกับ ไมเคิล อริส และย้ายไปอยู่กับสามี ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ซูจีได้งานเป็นนักวิจัยในกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลภูฏาน ต่อมาในช่วงปี 2516-2520 ทั้งสองย้ายกลับมาที่กรุงลอนดอน
6. ซูจี ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก อเล็กซานเดอร์ ในปี 2516 และบุตรชายคนเล็ก คิม ในปี 2520 นอกจากใช้เวลากับการเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสองแล้ว ซูจีเริ่มทำงานเขียน และงานวิจัยเกี่ยวกับชีวประวัติของบิดาและยังช่วยงานหิมาลัยศึกษาของ ไมเคิล ด้วย
7. เมื่อปี 2528-2529 ซูจี และไมเคิลตัดสินใจแยกจากกันระยะหนึ่ง เพื่อแสวงหาความก้าวหน้าทางวิชาการ ซูจีได้รับทุนทำวิจัยจากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ในการทำวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของนายพลอองซาน ซูจีพาคิม บุตรชายคนเล็กไปญี่ปุ่นด้วย ส่วนไมเคิลได้พา อเล็กซานเดอร์ บุตรชายคนโตไปอยู่ด้วยที่อินเดีย
8. ปี 2530 ซูจีและไมเคิลย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ที่อ๊อกซฟอร์ด ซูจีเข้าศึกษาต่อที่ London School of Oriental and African Studies ที่กรุงลอนดอน เธอกำลังทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกเกี่ยวกับวรรณคดีพม่ากลับบ้านเกิดเพื่อสานอุดมการณ์และความฝันของ บิดา
9. อองซาน ซูจี ในวัย 43 ปี เดินทางกลับบ้านเพื่อมาพยาบาล ดอว์ขิ่นจี มารดาที่กำลังป่วยหนัก ในขณะนั้นเป็นช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และมีความวุ่นวายทางการเมืองในพม่า กดดันให้ นายพลเนวิน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า ที่ยึดอำนาจการปกครอง ประเทศพม่ามานานถึง 26 ปี ซูจี จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2531 โดยส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป
10. ปลายเดือน ส.ค. 2551 ออง ซาน ซูจี ในขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรกต่อหน้าฝูงชนประมาณ 500,000 คน ที่มาชุมนุมกันที่เจดีย์ชเวดากอง ในย่างกุ้ง ซูจีเรียกร้องให้มีรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ผู้นำทหารกลับจัดตั้งสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ ขึ้นแทน และได้ทำการปราบปรามสังหาร และจับกุมผู้ต่อต้านอีกหลายร้อยคน ในวันที่ 24 ก.ย. 2531 ออง ซาน ซูจี ได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้น (เอ็นแอลดี) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ชีวิตทางการเมืองของนางออง ซาน ซูจี เริ่มต้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา และที่สุดแล้วมารดาของซูจี ดอว์ขิ่นจี ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 27 ธ.ค. 2531
11. รัฐบาลเผด็จการใช้อำนาจภายใต้กฎอัยการศึก สั่งกักบริเวณ ซูจี ให้อยู่แต่ในบ้านพักเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งต่อมาขยายเป็น 6 ปีโดยไม่มีข้อหา และได้จับกุมสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี จำนวนมากไปคุมขังไว้ที่คุกอินเส่ง ซูจี อดอาหารเพื่อประท้วง และเรียกร้องให้นำเธอไปขังรวมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ เวลานั้น อเล็กซานเดอร์ และคิมอยู่กับมารดาด้วย ไมเคิลจากอังกฤษมาที่ย่างกุ้ง เพื่อเป็นกำลังใจให้ภรรยา ซูจี ยุติการอดอาหารประท้วงเมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารให้สัญญาว่า จะปฏิบัติอย่างดีต่อสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ที่ถูกคุมขังไว้ที่คุกอินเส่ง
12. กลางปี 2533 แม้ว่าซูจี จะยังคงถูกกักบริเวณอยู่ แต่พรรคเอ็นแอลดี ของเธอได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไป แต่รัฐบาลเผด็จการทหารกลับปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ผู้ชนะ แต่ยื่นข้อเสนอ ให้ซูจียุติบทบาททางการเมือง ด้วยการเดินทางออกนอกประเทศ ไปใช้ชีวิตครอบครัวกับสามีและบุตร แต่ซูจีปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว รัฐบาลทหารจึงมีคำสั่งยืดเวลาการกักบริเวณจาก 3 ปี เป็น 5 ปี และเพิ่มอีก 1 ปีในเวลาต่อมา
13. ปลายปี 2534 คณะกรรมการโนเบลแห่งประเทศนอร์เวย์ ประกาศชื่อ นางออง ซาน ซูจี เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซูจีไม่มีโอกาสเดินทาง ไปรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ด้วยตัวเอง เดือน ธ.ค. อเล็กซานเดอร์ และคิมบินไปรับรางวัล แทนมารดา
14. ซูจี ประกาศใช้เงินรางวัลจำนวน 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จัดตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพและการศึกษาของประชาชนพม่า ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2538 ซูจี ได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณครั้งแรก แต่เธอถูกห้ามไม่ให้ปราศรัยต่อหน้าฝูงชนที่มาชุมนุมอยู่หน้าบ้านของเธอเอง
15. การเคลื่อนไหวของซูจี ยังไม่หยุด เนื่องจากพม่ายังไม่มีประชาธิปไตย ซูจี ใช้วิธีเขียนจดหมาย เขียนหนังสือ บันทึกวีดีโอเทป เพื่อส่งผ่านข้อเรียกร้องของเธอ ต่อรัฐบาลทหารพม่า ออกมาสู่ประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่สามารถทำได้ กลางปี 2541 ซูจี นั่งประท้วงอยู่ในรถยนต์ของเธอ 5 วัน หลังจากถูกตำรวจ สกัดไม่ให้รถยนต์ของเธอเดินทางออกจากย่างกุ้ง เพื่อไปพบปะกับสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี เดือน ส.ค. 2541 ซูจี ถูกสกัดไม่ให้เดินทางไปพบปะสมาชิกพรรคของเธออีกครั้ง ซูจี ใช้ความสงบเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลาถึง 6 วัน จนเสบียงอาหารที่เตรียมไปหมด เธอถูกบังคับพาตัวกลับที่พักหลังจากนั้น
16. ซูจี ถูกกักบริเวณโดยปราศจากข้อกล่าวหาและความผิดอีกเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 18 เดือน และได้รับอิสรภาพจากการกักบริเวณครั้งนี้เมื่อเดือน พ.ค. 2545 โดยในวันที่ 8 ธ.ค. 2544 ขณะที่ผู้รักสันติภาพทั่วโลกร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมกับฉลองวาระครบสิบปีที่ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่เธอยังคงถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในประเทศพม่า ไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองรางวัลเกียรติยศแห่งชีวิตพร้อมกับผู้ ได้รับรางวัลคนอื่นๆ
17. เกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างมวลชนจัดตั้งของรัฐบาลกับกลุ่มผู้สนับสนุน ซูจี เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2546 ระหว่างที่นางซูจี เดินทางเพื่อพบปะกับประชาชน ในเมืองเดพายิน ทำให้เธอถูกสั่งกักบริเวณให้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านพักอีกเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2546
18. ปลายเดือน ส.ค. 2550 มีการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชน เนื่องจากการไม่พอใจของประชาชนต่อการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ เท่าตัว โดยมิได้ประกาศแจ้งบอกของรัฐบาลทหารพม่า การประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยมา โดยคณะสงฆ์และประชาชนได้เดินทางไปยังบ้านพักนางออง ซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งเธอได้ออกมาปรากฏตัวเป็นเวลา 15 นาที โดยการเปิดประตูเล็กของประตูบ้าน พร้อมกับพนมมือไหว้พระสงฆ์ที่กำลังให้พร การปรากฏตัวครั้งนี้นับเป็นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2546
19. เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อนายจอห์น ยัตทอว์ ชาวอเมริกัน ได้ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบไปยังบ้านพักที่ ออง ซานซูจี ถูกกักบริเวณอยู่ เขาอาศัยอยู่กับ ซูจี เป็นเวลา 2 คืน ก่อนจะว่ายน้ำกลับมายังอีกฝั่งและถูกทหารพม่าจับกุมตัวในที่สุด ต่อมากลางเดือน พ.ค. 2552 ซูจี ถูกจับกุมตัวและนำไปคุมขังในเรือนจำอินเส่ง ในข้อหาละเมิดคำสั่งกักบริเวณของรัฐบาลทหารพม่า หลังจากนั้นไม่นานศาลพม่าอ่านคำพิพากษาว่า อองซานซูจี มีความผิดข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงภายในประเทศมีโทษจำคุก 3 ปี แต่รัฐบาลทหารพม่าให้ลดโทษลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 18 เดือน และไม่ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอินเส่ง แต่ให้กลับไปถูกควบคุมตัวในบ้านพักเช่นเดิม จากโทษครั้งนี้ทำให้ ซูจี อาจไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งทั่วไปของพม่า ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือน พ.ค. 2553 ส่วนนายจอห์น ยัตทอว์ ถูกศาลสั่งจำคุกและใช้แรงงานเป็นเวลา 7 ปี ตามความผิด 3 ข้อหา
20. เมื่อเดือน เม.ย. 2553 ออง ซาน ซูจี ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ของรัฐบาลทหารพม่า โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ว่าอยู่ภายใต้ท็อปบูตทหาร จนทำให้นักการเมืองนักวิชาการหลายฝ่ายออกมาตำหนิเธออย่างรุนแรง
และนี่คือส่วนหนึ่งของเธอ อองซาน ซูจี ผู้หญิงเหล็กสมบัติล้ำค่าของโลก.
วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เอ็นจีโอผนึกกำลังยื่น 7 ข้อเสนอต่อรัฐไทยในวันผู้ลี้ภัยโลก
เอ็นจีโอผนึกกำลังยื่น 7 ข้อเสนอต่อรัฐไทยในวันผู้ลี้ภัยโลก
กรุงเทพฯ 19 มิ.ย.-โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติแรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ร่วมจัดงานเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก (20 มิ.ย.) พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “มองอนาคตผู้ลี้ภัย บนแผ่นดินใหม่ที่เรียกว่าบ้าน” โดยมีวิทยากรที่ทำงานเรื่องผู้ลี้ภัยเข้าร่วมเสวนา
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนามีเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย 7 ข้อ ดังนี้
1.รัฐจะต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยที่หลบหนีการประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษย ชนกลับ ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ว่าสันติภาพและการเคารพสิทธิมนุษยชนได้กลับคืนสู่ประเทศพม่า
2. รัฐควรเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้กว้างกว่า “ผู้หลบหนีการสู้รบ” หากรวมถึงผู้หลบหนีการประหัตประหารจากประเทศพม่าตามหลักการสากล โดยให้ UNHCR เข้ามาแบ่งเบาภาระในการให้ความคุ้มครองอย่างเต็มตัว
3. คณะกรรมการจังหวัดซึ่งมีหน้าที่พิจารณารับผู้ลี้ภัย ควรประกอบไปด้วยภาคี 3 ฝ่าย คือ รัฐ องค์กรระหว่างประเทศ (UNHCR) และภาคประชาชนหรือองค์กรเอกชนในพื้นที่ และควรมีกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใสเปิดเผยได้ต่อสาธารณชน
4. การดำเนินการเตรียมพร้อมให้ผู้ลี้ภัยกลับถิ่นฐานเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งที่ควร เริ่มต้นดำเนินการอย่างจริงจังนับแต่บัดนี้ โดยรัฐจะต้องเปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนทำงานพัฒนากับผู้ลี้ภัยได้มากขึ้น
5.รัฐควรสนับสนุนผลักดันให้องค์กรเอกชนที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยและองค์กรอื่น ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนชายแดนไทยอย่างจริงจัง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนชายแดน กับผู้ลี้ภัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว
6. ในด้านนโยบายระยะยาว รัฐควรจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะนโยบายทั้ง ระยะสั้นและยาวเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่น ซึ่งรวมทั้งแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย โดยคณะกรรมการจะต้องมีสัดส่วนที่เท่าเทียมกันระหว่างภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายรัฐ และ
7. รัฐควรมุ่งหาความร่วมมือจากนานาชาติ ในการช่วยเหลือฟื้นฟูการเมืองและสันติภาพในประเทศพม่า หากรัฐจะสนับสนุนการเจรจาทางการเมืองในพม่า ก็ควรทำให้แน่ใจว่า ชนกลุ่มน้อยจะได้มีโอกาสอยู่ในการเจรจาดังกล่าว และเป็นการคลี่คลายปัญหาทางการเมืองระยะยาว มิใช่เพียงการหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น. -สำนักข่าวไทย
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553
Fwd: โลกอวตาร
Date: Fri, 11 Jun 2010 07:34:04 -0700 (PDT)
Subject: โลกอวตาร
To:
Porsche
โลก อวตาร !!!
________________________________________
โดย นายหัวดี
โลกไม่เคยเสียใจเลยกับข่าว ต่างๆนับตั้งแต่สยามไม่ยิ้ม
เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมากมายนั้น
แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น
"ดินแดนแห่งรอยยิ้ม" และ "ดินแดนแห่งธรรมะ"
ประเทศที่ได้รับการ ยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนาประชาธิปไตย
ประเทศที่น่าลงทุน มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และกำลังจะก้าวไปสู่
"เสือเศรษฐกิจ" ของเอเชีย
ประเทศ
ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก
ฯลฯ
แต่แค่ 4 ปี คำยกย่องและความเป็นที่สุดต่างๆก็อันตรธานหายไปในชั่วพริบตา
เพราะคนไม่ กี่คน ไม่กี่กลุ่มที่ทำมาหากิน
และเสพสุขเยี่ยงอัครมหาเศรษฐีมากด้วย บารมีและอิทธิพลไล่กัด ไล่ฟัดกันเอง
พร้อมๆกับมหกรรมโกหกตอแหล
บ้าน เมืองนับแต่นั้นมาไม่ใช่แค่ไม่มี "รอยยิ้ม"
หรือคำยกย่องสารพัดเท่านั้น
แต่ กลับมีแต่คำว่า "ฉิบหายและหายนะ"
ดินแดนแห่งรอยยิ้มและธรรมะกลับเต็ม ไปด้วยซากศพและเลือดที่นองแผ่นดิน!
ผู้ปกครองไร้คุณธรรม ไร้ศีลธรรม ผู้คนในบ้านเมืองวิปริต
"โง่ งม งาย" ยอมเป็นวัวเป็นควายให้ลากจูงและไปตาย
ผู้ปกครองและผู้นำบ้าน เมืองกลายเป็นโจร เป็นฆาตกร และเป็นคนชั่ว!
ขณะที่ฆาตกรและโจรกลาย เป็นผู้ปกครองและผู้นำบ้านเมือง!
ประชาชนกลายเป็นผู้ก่อการร้ายและ ฆาตกร!
สยามไม่ยิ้มวันนี้จึงไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ
ใคร เป็น "โจร" ใครเป็น "ฆาตกร"?
ใครเป็น "คนชั่ว" ใครเป็น "คนดี"?
ความ ยุติธรรมและความชอบธรรมอยู่ที่ใครเป็นผู้ใช้ "นิติรัฐ" และใครเป็น
"พวกกู"
จึง ไม่แปลกที่ "หล่อหลักลอย" และ "เทพอมทุกข์" ยังยิ้มร่า
แม้จะทำให้คนตาย ไปเกือบ 100 ศพ!
"ศูนย์อับเฉา" ยังใหญ่คับแผ่นดิน
เพราะ "กฎหมายฉกฉวย" ที่แม้แต่ "ท่านเปา" ยังอยู่ใต้บารมี "ศูนย์อับเฉา"
แต่ ที่สนุกและตื่นเต้นเป็นทวีคูณคือ
การสร้าง "โลกเทียม" ขึ้นมาใหม่ โลกที่มีแต่สันติสุขและความรัก
เพราะแผนปรองดองที่จะไม่มีการแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งข้าง
เพราะมีแต่พวกกู ข้างกู และสีกูเท่านั้น!
นี่ คือโลกใหม่ "โลกอวตาร" ของ "หล่อหลักลอย" ที่มีแต่ซากศพที่พูดไม่ได้!
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=39539
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
Tiananmen Square Massacre
The dead college students, the merciless soldiers, the "Tank Man" who to this day remains unknown.
Song: Requiem for a Dream
I'd like to give credit to Google Videos. However, I think more people will see it if it is on Youtube.
http://www.youtube.com/watch?v=AGJoaHr2QdM&sns=fb
